ปกติผมถือหุ้น 100% ตลอดเวลาคับ รู้สึกเสียดายกำไรเหมือนกัน สำหรับชาว VI คุณ micky1115 ได้เขียนบทความเกี่ยวกับสถานการณ์หุ้นรถไฟเหาะแบบตอนนี้ได้โดนใจมาเชิญอ่านโดยพลัน 

สถานการณ์ตอนนี้ 2 ประโยคนี้โดนสุดๆ

  • Only when the tide goes out do you discover who’s been swimming naked.
    • ตอนที่คลื่นลมสงบแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะรู้ว่าใครแก้ผ้าอยู่ใต้น้ำ
  • Rule No.1: Never lose money. Rule No.2: Never forget rule No.1.
    • กฏข้อแรก คือ อย่าขาดทุน กฏข้อสอง คือ อย่าลืมกฏข้อแรก

วอเรนท์ บัฟเฟต

แล้วจะทำไงต่อจากนี้ หลังหุ้นลงถึงระดับที่ถือว่าถูก

  • The only time to buy these is on a day with no “y” in it.
    • วันที่เหมาะสำหรับการซื้อ คือ…วันที่ไม่มีตัว ว เลย
  • I never attempt to make money on the stock market. I buy on the assumption that they could close the market the next day and not reopen it for five years.
    • ผมไม่เคยพยายามที่จะทำเงินจากตลาดหุ้น ทุกครั้งที่ซื้อผมจะคิดว่าวันพรุ่งนี้ตลาดจะปิดไปอีกห้าปี

 ชี้ชัดว่า ประโยคที่2 หมายถึงการซื้อหุ้นบริษัทที่ดีในราคาที่ถูกกว่าราคายุติธรรม

ถือมันเอาไว้ ปิดจอดื่มวีต้าพรุน แล้วเข้านอนซะ เพราะ......

 

  • If a business does well, the stock eventually follows.
    • ถ้าธุรกิจไปได้ดี หุ้นก็จะไปได้สวย


เจ้ามือตัวจริงคือ ผลประกอบการ คนไทยกินข้าวไม่ได้กินหญ้า ถ้าผลประกอบการดี

ต่อให้หุ้นตัวนั้นไม่มีเซียนถือ มันก้จะโบยบินสู่พื้นฐานของมัน

หุ้นดีขึ้นได้ ไม่ต้องพึ่งโชคชะตา ไม่ต้องพึ่งเทพเจ้าหรือเซียน เพราะ สุดท้าย คุณค่าจะผลัก

ดันให้ราคาตอบสนองเอง

 
ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=55922 

เดบิตคือซ้าย ซึ่งตรงข้ามกับเครดิตขวาเสมอ

สินทรัพย์ (ซ้าย) = หนี้สิน + ทุน (ขวา)
รายจ่าย (ซ้าย), รายรับ (ขวา)

  • เดบิตคือการบันทึกรายการทางบัญชีที่มีผลทำให้
    • สินทรัพย์ และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
    • ขณะที่รายได้ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของลดลง 
  • ส่วนเครดิตก็จะตรงข้ามกับเดบิตคือเป็นการบันทึกรายการที่มีผลทำให้
    • สินทรัพย์ และค่าใช้จ่ายลดลง
    • ขณะที่รายได้ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น

อยากให้รายการไหนเพิ่มก็ให้ใส่เข้าไปด้านเดียวกัน ถ้าลดก็ใส่ตรงข้าม


เช่นการนำเงินสดมาลงทุนในกิจการ ก็จะบันทึกเป็น

  • เดบิต เงินสด(สินทรัพย์เพิ่มเดบิต)
    • เครดิต ทุน(ส่วนของเจ้าของเพิ่มด้านเครดิต)

เอาเงินไปซื้ออาคาร

  • เดบิต อาคาร (สินทรัพย์เพิ่ม)
    • เครดิต เงินสด (สินทรัพย์ลด)

ขายของเงินเชื่อ

  • เดบิต 

 

การ cut lost แบบ VI

posted on 08 Jun 2013 21:12 by value  in Invesment  directory Knowledge

ความรู้ทางการเงิน การลงทุนโดย Sanpong Limthamrongkul [1] เป็น VI ไม่ใช่ตะบี้ตะบันถือดะ หมั่นเช๊คว่าผลประกอบการเป็นอย่างที่เราคิด? ถ้าไม่ใช่ทำอย่างไรไปดูกัน


การลงทุนด้วยวิธีทาง Technical Analysis ยังต้องรู้จักการ cut loss เมื่อเข้าซื้อแล้วปรากฎว่าทิศทางไม่ได้เป็นไปตามคาดการณ์ การลงทุนด้วย Fundamental Analysis ก็เช่นกัน มิใช่การหยุดขาดทุน แต่ต้องทบทวนเรื่องการประเมินมูค่าตลอดเวลา ดังที่เคยกล่าวมาในหลายครั้งแล้วว่า การประเมินมูลค่า ไม่ว่าจะใช้วิธีการใด ทุกวิธีล้วนขึ้นกับสมมตฺฐานที่ใช้ในการคาดการณ์ทั้งสิ้น ราคาหุ้นจึงไม่ใช่เรื่องแน่นอนตายตัว เมื่อคราวก่อนเราอาจคิดว่าอัตราการเติบโตเป็นค่าหนึ่ง ถ้าแนวโน้มเปลี่ยน อาจต้องกลับไปทบทวนใหม่ว่าที่เคยคิดไว้ถูกต้องไหม ยังคงตัวเลขสมมติฐานเช่นเดิมหรือไม่ ที่เคยคิดไว้เราอาจ over estimate ก็ได้ มูลค่าที่คิดไว้อาจเกินจริง เรามี prudent หรือระมัดระวังรอบคอบพอไหม คำนี้กว้างกว่า conservative ซึ่งค่อนข้างระวังในเชิงลบมากกว่า

อย่างเช่นคนที่ใช้ DCF ประเมินราคาหุ้น บางที่คิดไว้ตอนบรรยากาศตลาดหุ้นดูดี ก็ประเมินไว้อาจดูสวยหรู Growth สูง Gross margin คงที่ ขายได้ตลอด เก็บเงินได้ดี ลงทุนอะไรก็คุ้ม บริษัทลูกไม่เจ๊ง กู้ได้ดอกเบี้ยต่ำอะไรทำนองนี้ ราคาประเมินดูดีมาก เลยเข้าซื้อ พอบรรยากาศตลาดเปลี่ยน มันก็มีอยู่เพียงสองทางเท่านั้น ถือต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวราคาก็กลับมาเอง เพราะมูลค่าพื้นฐานมันให้ กับขายมันซะเพราะพื้นฐานมันไม่ใช่แบบที่คิดไว้แล้ว

ผมเองก็เห็นมามากว่า คนที่คิดว่าลงทุนแบบพื้นฐาน แบบวีไอติดดอยก็มาก การลงทุนแบบพื้นฐานหรือจะแบบวีไอไม่ผิดหรอกครับ ที่ผิดคือวิธิคิดมากกว่า หุ้นบางตัวบางคนก็คิดเอาว่า มันดีอย่างนั้นมันดีอย่างนี้ พื้นฐานแน่นปึ๊ก เข้าไปลงทุน พอผ่านไปสัสองสามปีแล้ว ราคาหุ้นไม่ไปไหนเลยบางตัวก็ทำท่าดิ่งลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แนววิเคราะห์พื้นฐานใช้ไม่ได้ผล แต่เพราะนักลงทุนเองวิเคราะห์พื้นฐานผิดฟลาดเอง บางทีก็วิเคราะห์พื้นฐานแบบตามแห่โดยไม่รู้ตัว บางทีก็มองโลกแง่ดีเกินจริง มองอนาคตสวยหรูเกินไปก็มี อย่างหุ้นค้าปลีกน้ำมัน ตอนน้ำมันแพง หรือมีข่าวเทคโอเวอร์กัน ก็วิคราะห์กันเป็นตุเป็นตะว่าหุ้นค้าปลีกน้ำมันนี้ราคาจะเท่านั้นเท่านี้ ลงทุนไล่ซื้อราคาเหนือ 10 บาท ผ่านไปสองปี ราคาต่ำกว่า 10 บาท บางคนก็ยังรออยู่ พื้นฐานมันแกร่งดีจริงหรือ

โดยปกติผมจะพิจารณาก่อนว่า หุ้นบริษัทนั้นควรจัดเข้ากลุ่มประเภทใดก่อน คือเป็นหุ้น Blue-Ship Stock, Growth Stock, Defensive Stock, Cyclical Stock, Speculative Stock and Risky Stock

  • ถ้าดูลักษณะแล้วไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอุตสาหกรรม หรืออัตราส่วนทางการเงินระยะยาวต่างๆ บ่งชี้ว่าเป็น Cyclical Stock แสดงว่าถ้าจะเข้าลงทุนต้องรอจังหวะรอบให้ดี การกำหนดราคาจะใช้ข้อมูลสั้นๆไม่ได้เพราะอาจจะ bias ไปดูเอาตอนขาขึ้นมาวิเคราะห์ด้านเดียว
  • หรือถ้าเข้าลักษณะเป็น Speculative Stock and Risky Stock พวกนี้ผมเน้นเทรดเน้นทางเทคนิค ลงทุนตามรอบตลาด เพราะมั้นมาเร็วไปเร็ว ขึ้นแรงลงแรง จับรอบถูกจังหวะถูกก็ไม่เจ็บตัว ตลาดหุ้นถ้ามันขึ้นมาเพราะเม็ดเงิน มันก็ไปเพราะเม็ดเงิน แน่นอนพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน แต่ที่เปลี่ยนเพราะนักลงทุนเปลี่ยนมุมมองจากดีเป็นดีมากต่างหาก บางทีรู้ๆกันว่าตลาดหุ้นยังมีเรื่องเสี่ยงอีกมาก ทั้งการเมืองในประเทศ ต่างประเทศ เศรษฐกิจรอบตัว แต่ก็มองผลตอบแทนกันสุดๆ ล้วนหาเหตุผลมาสนับสนุนราคาที่ขึ้นมาจากเม็ดงินไหลเข้าทั้งนั้น ตัวอย่าง อินโดนีเซียนี่พื้นฐานดีกว่าไทยมากไหม แต่ตลาดหุ้นเขาก่อนหน้าก็ได้ผลตอบแทนไม่แพ้บ้านเราเลย พอฝรั่งขายก็ดิ่งแรงแบบเราเหมือนกัน พอดอกเบี้ยลงก็แห่กันซื้ออสังหาฯ ผมว่าซื้อได้ครับ แต่พวกกลุ่มนี้ผมไม่ได้จัดป็น Blue-Ship Stock ผมมองเป็น Cyclical Stock ตามวงจงเศรษฐกิจมากกว่ากล้าเข้าต้องกล้าออก ดอกเบี้ยลงคนจะแห่ซื้อบ้านหรือ ธนาคารจะปล่อยทั้งหมดหรือ ภาพรวมนั้นธนาคารดูการเติบโตเศรษฐกิจประกอบการปล่อยสินเชื่อด้วยเสมอ และกลุ่มนี่อยุ๋ได้พราะเงินกู้ละหนี้สิน ไปดูงบการเงินดีๆ เศรษฐกิจไปมีโอกาสล้มได้หลายบริษัททีเดียว
  • รับเหมาก็คล้ายกันเป็นหุ้น Cyclical Stock ตามวงจงเศรษฐกิจ CFO (กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน) เดี๋ยวบวกเดี๋ยวลบ ส่วนตัวมองว่ามีลักษณะเป็น Speculative Stock and Risky Stock ด้วย ชอบเล่นตามรอบมากกว่าถือยาวๆ
ที่มาhttps://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200433991670784