มานั่งนึกๆดู จริงแล้วเศรษฐศาสตร์กับพระพุทธศาสนาสอนเรื่องเดียวกัน คื่อเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ ความแตกต่างที่ทำให้วิธีการดับทุกข์ต่างกัน (เศรษฐศาสตร์เน้นเรื่องการจัดทรัพยากรให้พอกับความต้องการ ส่วนพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น) มาจากการกำหนดนิยามของความทุกข์ที่ต่างกัน เมื่อเหตุต่างผลลัพท์ก็ต่างกันดังนี้

ทุกข์

เศรษฐศาสตร์กำหนดนิยามความทุกข์ไว้ที่ความทุกข์กายทุกข์ใจหรือทุกข์เวทนา ยามใดที่ทุกข์เวทนาเขาบางลง เราจะรู้สึกว่าเป็นสุข เมือเราทุกข์จะเกิดความต้องการสินค้าและบริการ เมื่อเราได้ใช้สินค้าและบริการจะเกิดความสุข หรือเรียกว่าอรรถประโยชน์ สามารถวัดได้(ตามทฤษฎี สมมติให้สามารถวัดความพอใจได้) มีหน่วยวัดเป็นยูทิล

แต่ในทางพระพุทธศาสนา ทุกข์เวทนา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุกข์เท่านั้น โดยทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งประเภทของความทุกข์ไว้เป็น 4 ประเภทคือ

1. ทุกข์เวทนา คือ ความทุกข์กายทุกข์ใจ

2. ทกข์ลักษณะ เป็นลักษณะทั่วไปของสิ่งที่เป็นสังขาร คือสังขารทั้งหลายไม่อาจทนอยู่ได้ตลอดไป ตามความหมายนี้กระทั่งความสุขก็มีลักษณะเป็นทุกข์เช่นกัน คือมีความทนอยู่ไม่ได้

3. ทุกข์เพราะตัณหา คือหากจิตเกิดความอยาก และความยึดถือในรูปนามและอารมณ์ทั้งหลายแล้ว จิตจะเกิดความทุกข์คือความอึดอัดขัดข้องทั้งหลายขึ้นมาทันที

4. ทุกขสัจจ์หรือขันธ์คือทุกข์ ขันธ์หรือรูปนามหรือกายใจนั่นแหละคือทุกข์ จะมีความอยากและความยึดมั่นหรือไม่ รูปนามนี้ก็เป็นทุกข์อยู่โดยตัวของมันเองอยู่แล้ว

สมุหทัย หรือเหตุแห่งทุกข์

ในทางเศรษฐศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่องทุกข์เวทนาเป็นหลัก จึงได้นิยามเหตุแห่งทุกข์ว่าความไม่สมอยาก ในความต้องการบริโภคสินค้าและบริการทำให้เกิดทุกข์

ในทางพระพุธศาสนาพิจารนาเหตุแห่งทุกไม่ลึกซึงยิ่งขึ้นอีกคือ ความอยากทำให้เกิดทุกข์ เพราะความอยากทำให้จิตต้องดิ้นรนทำงานหนึกทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ "เรา" เป็นสุขและพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

เมื่อมองให้ลึกเข้าไปอีก สำหรับผู้รู้แจ้งอริยสัจจ์แล้วจะพบว่า ขันธ์นั่นแหละเป็นทุกข์โดยตัวมันเอง จะมีความอยากหรือไม่ขันธ์ก็เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เพระอวิชชาหรือความไม่รู้แจ้งว่าขันธ์เป็นทุกข์ กลับไปคิดว่ากายใจนี้เป็นทุกข์บ้าง สุขบ้าง จึงเกิดสมุทัยคือความอยากให้การใจเป็นสุขถาวร หรืออยากให้พ้นทุกข์ถาวร ก่อเป็นความทุกข์มาเผาใจอยู่ตลอดเวลา แม้เมื่อต่างกายนี้แตกสลายลง ความไม่รู้ก็จะกระตุ้นให้จิตปรงขันธ์มาเป็นภาระให้ต้องแบกรับทุกข์อีก ดังนี้นความไม่รู้อริยสัจจ์หรืออวิชชาหรือความไม่รู้จริงของนามรู้นั่นแหละจึงเป็นรากเหง้าของความทุกข์ที่แท้จริง

นิโรธ ความดับแห่งทุกข์ + มรรค ทางดับแห่งทุกข์

ในทางเศรษฐศาสตร์ ทุกข์เกิดจากความต้องการ ดังนั้นถ้าเราสามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการเราก็จะไม่ทุกข์

ในทางปฎิบัติ อดัมสมิธ ผู้ให้กำเนิดวิชาเศรษฐศาสตร์พบว่า ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่จำกัด แต่ทรัพยากรที่จะมาผลิตสินค้าและบริการนั้นมีจำกัด จึงเป็นที่มาของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีเป้าหมายศึกษาวิธีในการ จัดสรรทรัพย์กรที่มีจำกัดเพื่อผลิตสินค้าและบริการมาตอบสองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่จำกัดให้ได้

สำหรับพระพุทธศาสนา มองว่าอวิชชาหรือความไม่รู้จริงของนามรูปนั่นแหละจึงเป็นเหตุของความทุกข์ที่แท้จริง พระพุทธศาสนาจึงมุงศึกษาภายในจิตใน เมื่อรู้ตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด (โลภะ/ตัณหา) เมื่อคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นย่อมรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติ(ความเกิด)สิ้นแล้ว พรหมจรรย์(การศึกษาปฎิบัติธรรม) อยูจบแล้ว

วิธีที่จะทำให้จิตรู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริงที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ การมีสติ ระลึกรู้ สภาวะธรรมที่กำลังปรกฎ ตามความเป็นจริง

 เรียบเรียงจาก

ปราโมทย์ สันตยากร(พลวงพ่อปราโมทย์) วิถีแห่งความรู้แจ้ง ฉบับรวมเล่ม สำนักพิมพ์ธรรมดา

หนังสือเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น

edit @ 19 Oct 2009 11:12:09 by phat

คุณพยาบาล ก. หน้าไม่มีรอยยิ้ม ซ้ำชอบดุคนไข้

คุณพยาบาลคนดียวกันนี้ กลับเป็นคนยิ้มแย้ม พูดจาด้วยอัธยาศรัยไมตรี เมื่อไปทำงานนอกเวลาใน ร.พ.เอกชน


ในอดีต การไปติดต่อกับหน่วยงานราชการต้องเตรียมใจว่าจะต้องเจอกับการโยกโย้และความล่าช้า

แต่วันนี้ หน่วยงานเดิม และเจ้าหน้าที่คนเดิม เรื่องในลักษณะเดียวกันกลับสำเร็จได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที (เช่น การต่อทะเบียนรถยนต์)


อะไรทำให้คุณพยาบาล ก. เป็นเสมือนคน 2 คน ใน 2 สถานที่

อะไรทำให้เรื่องเดียวกันที่เคยใช้เวลาถึง 2 วัน สำเร็จในเวลาไม่เกิน 10 นาที


การบรรลุเป้าหมายขององค์กร ต้องการปัจจัยหรือองค์ประกอบมากมาย

2 ในปัจจัยทั้งหมดนั้น คือ ระบบ กับ (ประสิทธิภาพ) คน


คนสร้างระบบ จากนั้นระบบจะ control คน

ด้วยเหตุนี้ ระบบที่ดีจึงไม่มีวันเกิดขึ้นได้จากคนเลว

และระบบที่เลว ก็ไม่มีวัน "เค้น" ประสิทธิภาพจากคนในองค์กรได้

ลองทำดูนะ  

1.ดื่มเหล้าให้เมาแล้วกลับดึก ๆ  

2.แต่พอกลับมาบ้านต้องพยายามให้ยังพอมีสตินิดนึง 

 3.แกล้งทำเป็นเข้านอนทั้งชุดนั้นเลยโดยไม่ต้องอาบน้ำ  

4.ช่วงนั้นเมียคงจะด่าเราอยู่...เราก็เลยถอดกางเกง    

5.แกล้งทำเป็นถอดไม่ได้..เมียเราก็จะมาช่วยถอดเอง    

6.และจังหวะที่เมียเข้ามาใกล้นั่นแหละ..บรรจงถีบ เมียให้หงายไปเลย    

7.แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า "อย่ามายุ่งกับกู..กูรักเมียกูคนเดียว"  แล้วก็หลับไปเลย   

8.เช้ามาแค่นั้นแหละ..เมียก็จะรีบหากับข้าวอร่อยๆมาให้เราทานทันที  

55555555555555555  มีความสุขนะครับ  5555555555555

from 2bbit

edit @ 1 Jul 2009 22:50:33 by phat