บทความนี้ถูกย้ายไปที่>>> SME idea <<<เป็นบล็อกลูกที่แยกมาสำหรับให้ความรู้กับคนที่มีฝันอยากมีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง ก็จะบอกประสบการณ์ทำธุรกิจอย่างไรให้เจ้ง-รอด จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกกันมากมากบางคนเตรียมตัวมาไม่ดีเจ้งไม่เป็นท่าก็ต้องกลับไปทำงานประจำเหมือนเดิม (90% ของธุรกิจเปิดใหม่จะปิดตัวลงในปีแรกครับ)
 
ส่วนบล็อกนี้ก็จะให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น โดยแนวคิดจะเป็นการลงทุนแบบระยะยาวเหมือนเราเข้าไปเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ เราลงเงินอย่างเดียวไม่ได้ลงแรง เรื่องการบริหารให้ CEO มืออาชีพเขาทำไป เราก็นอนตีพุงอยู่บ้าน หรือมีงานประจำทำก็ทำไป ถ้าธุรกิจเติบโตเราก็ได้เงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นในทิศทางเดียวกัน ไม่เน้นเก็งกำไรรายวันครับเพราะรู้สึกเหมือนการพนัน

ขอบคุณที่กดตามไปอ่านครับ Cool ถ้าไม่ตามไปอ่านเนื้อหาอยู่ข้างล่างครับเชิญอ่านโดยพลัน
 
การออกจากงานมาเป็นนายของตัวเองเปิดร้านกาแฟน่ารักฯ ร้านก๋วยเตี่ยว ร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ฯลฯ ถือเป็นความฝันของคนยุคนี้เลยทีเดียว แต่จากสถิติพบว่าร้อยละ 90 ของกิจการที่เปิดใหม่มักปิดตัว(เจ้ง) ในปีแรกและที่เหลืออีก 10% มีรอดเกิน 5 ปีเพียง 1% จากประสบการที่เคยเปิดร้านอาหารและอยู่ในกลุ่ม 90% หรือเรียกว่าเจ้งนั่นเองตอนตัดสินใจเซ้งร้านก็มานั่งคิดว่าจะทำต่อหรือไม่ ดูไปดูมาที่ร้านไม่มีความสามารถในการแข่งขันเพราะไม่ได้คุม Core ของธุรกิจคือเรื่องคน(พ่อครัว) เพราะผมทำอาหารเองไม่ได้และไม่มีเวลาอยู่ร้านตลอดเวลาด้วยต้องจ้างพ่อแล้วแม่งก็กวนตีน ตื่นสาย เปิดร้านก็สาย รสชาติไม่สม่ำเสมอ มันใจตัวเองสูงไม่ค่อยทำตามกลยุทธ์ของร้านทั้งเรื่องรสชาติและปริมาณ ส่วนเรื่องอื่นพอคุมได้ เมื่อคิดได้เยี่ยงนี้ก็ต้องถอยเซ้งร้านถูกๆแบบไม่เสียดายเงินลงทุน

แม้ว่าจะเสียเงินไปเยอะแต่สิ่งที่ได้คือความเข้าใจเรื่องธุรกิจว่าความสามารถในการแข่งขันของกิจการสำคัญกับความอยู่รอดของกิจการขนาดไป และเรื่อง flow ของธุรกิจทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบเอามาผลิตเป็นสินค้าจนขายได้เงินหมุนอย่างนี้ทุกวันและเรื่องจากสมัยก่อนที่ทำงานก็จะรับผิดชอบเป็นแผนกๆไปทำให้มองภาพรวมไม่ออก มาทำตรงนี้ถึงได้รู้ ก็ได้ความรู้เรื่องนี้แหละที่เอามาต่อยอดใช้ในการวิเคราะห์หุ้น ซึ่งปกติผมจะลงทุนแบบ value investment มีแนวคิดเหมือนเราเป็นเจ้าของกิจการหาหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันในราคาที่ปลอดภัยแล้วก็ถือยาวๆ ส่วนความรู้เริ่องการจัดการร้านเดี๋ยวเอาแชร์กันที่บล็อกนี้ครับ
 

สำหรับคนที่มีความคิดอยากลาออกจากงานมาเป็นเจ้าของกิจการไม่ว่าจะเป็นเปิดร้านอาหาร ร้านการแฟน่ารักๆ ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหารตามสั่ง ฯลฯ ก่อนจะลงทุนให้ถามตัวเองดังๆก่อนเลยว่า

 
"รับความเสี่ยงได้แค่ไหน?"
 

ทำธุรกิจส่วนตัวสมัยนี้ถ้าฝีมือไม่ถึงทุนไม่พออยู่รอดยากครับ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นทุกอย่างต้องทำเองหมดต้องใส่ใจทุกรายและเอียดกว่าระบบจะอยู่ตัวก็หลายเดือน ไม่เหมือนลงทุนในหุ้นที่บริษัทเขาทุนหนากว่า ฐานลูกค้าสะสมมาเยอะกว่า ระบบการบริหารจัดการดีกว่า ฯลฯ ถ้ารับความเสี่ยงตรงนี้ไม่ได้ก็กลับบ้านไปไม่ต้องทำ เหนื่อยเปล่า เสียเงิน เสียเวลา ปวดกระบาลด้วย
 

ขั้นตอนการวางแผนธุรกิจร้านอาหาร


เมื่อตัดสินใจลาออกจากงานมาทำธุรกิจส่วนตัว คุณจะได้สวมหมวก CEO ในทันที CEO จะคิดแบบลูกจ้างเหมือนเดิมไม่ได้แล้วเพราะอนาคตของกิจการทุกอย่างจะขึ้นกับการตัดสินใจของคุุณ คนเป็นผู้บริหารมีหน้าที่ 3 อย่างคือ การวางแผน (Planning) การควบคุม(Controlling)ให้เป็นตามแผน และการติดตาม (Monitoring) งานเรื่อยๆไม่ใช่สั่งทิ้งสั่งขว้าง สำหรับหน้าที่ของ CEO ก็คือการบริหารกิจการให้มีกำไร กำไรก็คือยอดขายหักด้วยต้นทุน เวลาทำธุรกิจรายได้มันมีแค่บรรทัดเดียวแต่รายจ่ายมีเป็นร้อยบรรทัด กว่าจะเหลือเป็นกำไรในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุนแทบ Shock
 

การวิจัยตลาดแบบเบื้องต้น

 
ก่อนเปิดร้านอาหารทำการบ้านนิดนึงหาเวลาว่างๆซักวันนั่งเล่นใจเย็น
  • Competitor ไปเดินเล่นแถวๆนั้นให้ทั่วๆดูว่ามีคู่แข่งกี่เจ้า ขายอะไรบ้าง กลยุทธ์การตลาดเป็นอย่างไรมันเล่นกันแรงแค่ไหน
  •  Competitive การแข่งขัน ถ้าธุรกิจแข่งขันกันรุนแรงมากเขาเปรียบเหมือน red ocean หรือน่านน้ำสีแดง แต่ละรายเลือดสาดกระจุย ทำไปกำไรไม่ค่อยมี เปิดร้านอาหารผมว่าแข่งขันกันสูงนะ เพราะมันเปิดงายเหลือเงินใช้เงินลงทุนไม่เยอะมาก เงินหมุนเวียนก็ซื้อของเข้าร้านวันต่อวัน ลูกค้าก็เลือกได้ไม่กินร้านนี้ก็ไปกินร้านอื่นได้อิ่มเหมือนกันอย่างตอนทำร้านวันเสาร์อาทิตย์จะขายดีเพราะร้านคู่แข่งปิดหมด 555
  •  Custommer ลูกค้า ก่อนเปิดร้านคุณรู้จักลูกค้าดีแค่ไหน ไหนๆจะเสียเงินแล้วเสียเวลาซักวันสองวันไปนั่งวิจัยลูกค้าหน่อยครับ
    - ปริมาณคนเดิน อาจจะวัดเป็น คน/ชั่วโมง
    - คนเยอะช่วงเวลาไหน วันนึงจะมีเวลาทำเงินทำทองอยู่ไม่กี่รอบครับแต่ละรอบพฤติกรรมไม่เหมือนกัน ด้วย กินตอนเช้ากับตอนเย็นก็ไม่เหมือนกัน
    - สถานภาพ เพศ อายุ การศึกษา ฯลฯ เพราะแต่ละกลุ่มพฤติกรรมไม่เหมือนกันครับ
    - พฤติกรรมลูกค้า ดูว่าคนส่วนใหญ่ทำอะไร เดินผ่านแบบเร็วๆจะรีบกลับบ้าน ค่อยๆเดินช็อบไปเรื่อย ฯลฯ
  •  Company มาดูที่ตัวเราว่ามีจุดแข็งจุดออนอะไร มีอะไรดีไปแข่งกับเขาบ้าง

กำหนดกลยุทธ์

 
นั่งดูไป 2-3 วันก็จะเริ่มรู้ว่าตลาดเป็นอย่างไร ลูกค้ากลุ่มไหนที่น่าสนใจที่จะดูดเงินได้ และตัวเรามีจุดแข็งที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยากๆไปสู้เขาได้ เลือกลุ่มนั้นแหละ กลยุทธ์หลักตามตำราที่เขาสอนกันก็มีดังนี้
  • ต้นทุนต่ำ (cost Leadership Strategy) กำไรต่อหน่วยน้อยแต่เน้นขายปริมาณเยอะๆตัวอย่าง ร้านหมูทอดเจ้จง หลัง lotus พระราม4 ขายยังจะแจกฟรี เพราะพี่แกขายถูกมากบวกกำไรจิ้ดนึง ของแถมไม่อั้นทั้งน้ำจิ้ม น้ำพริก ผักแกล้ม เติมข้าวได้ไม่อั้น โคตรคุ้ม
  • เน้นความแตกต่าง (Differantation Strategy) อย่าทำอะไรให้เหมือนชาวบ้าน ที่เยาวราชมีร้านโต๊ะจีนอยู่ร้านนึงทั้งร้านมีโต๊ะเดียว รับแค่วันละโต๊ะด้วยแต่คนจองกันเป็นปี
 

จากกลยุทธ์สู่การปฎิบัติ

ส่วนใหญ่เวลาคนคิดจะเปิดร้านอาหารก็จะมองแค่การตลาด จะแต่งร้านอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เวลาทำจริงๆกว่าของจะออกจากครัวมันมีหลายส่วนงานที่ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน  ลองดูวิดิโอข้างล่างจะเป็นการบรรยายเรื่อง Supply chain ตั้งแต่วัตถุดิบ ส่งไปผลิด จนออกมาเป็นสิ้นค้า และกระจายไปถึงผู้บริโภคว่าต้องผ่านผู้เกี่ยวข้องหลายส่วน และแต่ละส่วนก็เป็นต้นทุนทั้งนั้น นักลงทุนมือใหม่จะไม่ค่อยรู้กว่าจะจับจุดได้จนอยู่ตัวก็หลายเดือน ไม่เหมือนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายมานานเขาเล่าได้เป็นฉากๆเลยว่าทำอะไรบ้าง
 

แนวคิด value chain analysis ของเฮีย Michael E. Porter เครืองมือนึงที่นำมาใช้ในการวางแผนเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือธุรกิจอื่นๆได้และครบประเด็น แนวคิดแห่งห่วงโซ่แห่งคุณค่านี้แสดงให้เห็นถึง “ คุณค่า(value)” ทั้งหมดที่องค์กรมอบให้แก่ลูกค้าและลูกค้ายอมจ่ายก็คือกรอบนอก(มองเป็นยอดขายก็ได้) ส่วนกรอบในก็คือต้นทุนจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆภายในองค์กร หักลบกันก็จะได้กำไร (Margin) ถ้ากิจกรรมไม่ทำงานสัมพันธ์กันเป็นทิศทางเดียวกันถึงขายของได้แต่ Margin ก็ไม่ค่อยมี วิธีใช้ก็ใ้ช้กรอบนี้ในการวางแผนแต่ละกิจกรรมให้สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกับที่วางกลยุทธ์ไว้ โดยที่กิจกรรมแบ่งออกได้ 2 ประเภท
1. กิจกรรมหลัก / กิจกรรมพื้นฐาน
2. กิจกรรมสนับสนุน
value chain analysis
http://www.provenmodels.com
 

1. กิจกรรมหลัก

 
1.1 Inbound Logistics ก็คือกิจกรรมการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจาย วัตถุดิบมาที่ร้านของเราเป็นเรื่องที่ต้องคิดและตัดสินใจว่าจะทำกิจกรรมพวกนี้ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างไร เพราะทำร้านอาหารก็ต้องไปซื้อของเกือบทุกวัน ค่ารถ ค่าเก็บรักษาวัตถุดิบก็มีให้จ่ายได้ทุกวัน วันละนิดๆหน่อยๆเดือนนึงเยอะ กลยุทธ์การจัดการเรื่อง Inbound Logistics ของพ่อค้าแม่ขายที่เห็นตอนทำร้านก็ประมาณนี้
    1.1.1 ไปซื้อที่เดียว อาจจะเป็นที่ตลาดแ้ล้วขนมาเอง หรือสั่งกับพ่อค้าที่รับจ้าง shoping แล้วส่งให้เราที่ร้านทุกวัน ซื้อแบบนี้ก็อาจจะแพงกว่านิดนึงแต่สะดวกกว่า ประหยัดค่ารถ และค่าเสียเวลาที่จะไปซื้อตามแหล่งต่างๆ ตลาดใหญ่ๆที่ของครบราคาไม่แพงที่แม่ค้าชอบไปซื้อกันที่รู้จักในโซนบ้านผม ตลาดห้วยขวาง กับตลาดคลองเตยตอนทำร้าน(ร้านทำเลอยู่หน้าม.หอการค้า ลูกค้าหน้าตาดีพ่อค้าก็มีกำลังใจทำของอร่อยๆให้กินวิ้ว) ทุกเช้าก็ไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดห้วยขวางครับของเยอะดี เครื่องก๋วยเตี๋ยวไม่ค่อยหนักก็ขับมอเตอร์ไซด์ขนไปรอบเดียวได้ของมาเปิดร้านครบเลย
  •  ร้านสลัดกับร้านน้ำปั่นข้างๆมีผักผลไม้ที่หนักๆเปลืองเนื้อที่เยอะก็ต้อง จ้าง 3 ล้อมาที่ร้าน แค่ตลาดห้วยขวางมาหน้าม.หอการค้ามันคิด 40 บาทขนทุกวันแล้วคิดดูว่าเดือนนึงค่าใช้จ่าย Inbound Logistics เท่าไร
 
   1.1.2 ไปซื้อตามแหล่งถูกๆ แม่ค้าพวกนี้ชอบของถูกร้านไกลแค่ไหนก็ถ่อสังขารไป กาแฟปากซอยที่ผมขอบเดินไปกินทุกเช้า เขาจะมีแหล่งวัตถุดิบถูกๆของเขา ว่าแก้วไปซื้อตรงนี้ เมล็ดกาแฟสั่งตรงนั้น นมซื้อที่นูนฯลฯ ประหยัดต้นทุนได้แต่ต้อง trade off กับต้นทุน Logistics เพราะต้องเสียค่ารถในซื้อหลายที่ ไปซื้อบ่อยก็ไม่ได้ต้องซื้อของมาตุนไว้เยอะๆ เงินจมค่าของอีก
 

อีกเรื่องนึงที่ต้องคิดคือของมาถึงร้านแล้วจะจัดเก็บวัตถุดิบอย่างไรให้ดูสดก่อ