ความรู้ทางการเงิน การบัญชี การลงทุนดีฯจาก อ. sanpong limthamrongkul [1][2][3] เกี่ยวกับเรื่องการตกแต่งบัญชี เชิญอ่านโดยพลันมันยอดมาก


เรื่องการตกแต่งบัญชีเป็นเรื่องที่นักบัญชีถึงกับใช้คำว่า Creative accounting คำๆนี้เป็นได้ทั้งบวกและลบ ทั้งถูกและผิดตามหลักบัญชี (หรือมาตรฐานบัญชี) หนังสือต่างประเทศในเรื่องนี้ก็มี Financial Shenanigans กับ Creative accounting-Detecting Financial Shenanigans ซึ่งสามารถ download จาก internet ได้ ความรู้เรื่องเหล่านี้ลองไป search ดูใช้ key words Financial Shenanigans หรือ Creative accounting จะมีให้เลือกอ่านมากมายครับ

ในส่วนตัวผมทั้งจากประสบการณ์จริง ไม่ว่าเป็นที่ปรึกษาหรือในการวิเคราะห์บริษัทและหุ้น ตลอดจนการบรรยายด้านนี้ มันมีการวิวัฒน์ตามตลาดทุน ยิ่งตลาดมีการสร้างนวัตกรรมทงการเงินหรือ financial engineering มากเท่าใด การทำ Creative accounting ก็ยิ่งมากขึ้น มาตรฐานการบัญชีตามหลังตลอด แต่พบว่าการวิเคราะห์การเงิน ไม่ว่าจะเป็น trend analysis Common size หรือ financial ratios หากเข้าใจอย่างแท้จริง (ซึ่งไม่ใช่แค่เอาค่ามาใส่ตามสูตรดังที่เรียนกันมา) สามารถหาความไม่ชอบมาพากลได้ การวิเคราะห์ทางการเงินที่บอกมานั้นไม่ได้อ่านกันพื้นๆอย่างที่เข้าใจ มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ดูเหมือนยาก แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่คิด

โดยปกติการตกแต่งบถ้าตามตำราของนักบัญชี มีหลากหลายวิธี เช่น แต่งรายได้ แต่งค่าใช้จ่าย แต่งสินทรัพย์ เป็นต้น ถ้าในหลักของ Shenanigans ก็มีทั้งเรื่อง overstated revenue, under-reported expenses, Shifting or Moving expenses and revenue to futures or current period เป็นต้น แต่ม่ว่าจะมองแบบใด เรื่องแรกคือ ให้ยึดสมการบัญชีไว้ให้แม่นเสมอ เรื่องนี้ง่าย แต่คนทั่วไปและนักบัญชีมักมองข้ามไป มักสนใจแต่วิธีการลงบัญชี ซึ่งไม่จำเป็นเท่าไรเลย

การแต่งข้อมูลหลักๆแล้ว มีอยู่ 3 ทางคือ

1 ข้อมูลบันทึก แต่จงใจจัดผิดประเภท หรือ ทำ Classification พวกนี้รายการเกิดจริง แต่ลงไม่เป็นไปตามเหตุการณ์ที่เกิด เช่นจ่ายเงินจริง แต่ลงรายการจากการจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นสินทรัพย์ พวกนี้ก็จะเป็นการแต่งค่าใช้จ่าย แต่งสินทรัพย์ under-reported expenses, Shifting or Moving expenses ถ้าสังเกตให้ดี จากสมการบัญชี
สทหมุนเวียน+สทไม่หมุนเวียน = นสหมุนเวียน+นสไม่หมุนเวียน+ หุ้นทุน+กำไรสะสม(ต้นงวด)+(รายได้-คชจ)
อาจเขียนเป็น สทหมุนเวียน+สทไม่หมุนเวียน+คชจ = นสหมุนเวียน+นสไม่หมุนเวียน+ หุ้นทุน+กำไรสะสม(ต้นงวด)+รายได้
CA +NCA = CL + NCL + CS + RE +(Rev-EXP)
CA +NCA+EXP = CL + NCL + CS + RE +Rev
ในโลกการบัญชีมีประเภทกลุ่มรายการอยู่ 5 ประเภทเท่านั้น สท นส ทุน รายได้ คชจ สองตัวหลังคือส่วนหนึ่งของทุน
ในการวางระบบบัญชีถ้าจะจัดรหัสบัญชีเป็น 5 กลุ่ม พวกรายการปรับมูลค่า เช่น ค่าเสื่อมราคาสะสม ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ฯลฯ โดยนัยมันก็อยู่คู่ไปกับรายการ สท นั้น ผมก็จะจัดมันอยู่ในกลุ่มนั้น
คราวนี้มาสังเกตสมการบัญชี มันถูกบังคับให้สมดุลซ้ายขวาตลอด ถ้าลงรายการเมื่อเกิดรายการแล้วลงก็อยู่ที่จะจัดยัดตัวเลขเป็นอะไรเท่านั้น เงินสดออก แต่อาจไปงอกเป็นสินทรัพย์อื่นแทนที่จะเป็น คชจ หรือร้ายกว่านั้นเอาไปลดหนี้เลยก็ได้ เป็นต้น พวกนี้เกิดบ่อยมีทั้งตั้งใจ (เพื่อบิดเบือนข้อมูล) และไม่ตั้งใจเพราะนักบัญชีลงผิด พวกกลุ่มนี้หากเชี่ยวชาญการอ่านบัญชีและวิเคราะฆ์ตัวเลขมักเจอไม่ยาก เพราะมักจะมีความแปร่งๆ ในอัตราส่วนของการวิเคราะห์ เช่น มีหนี้เก็บเงินไม่ได้แต่ไม่ยอมตัด พวกนี้อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้จะลดลงผิกปกติ เป็นต้น

2 ไม่มีรายการเกิดขึ้นแต่สร้างเหตุการณ์หรือเอกสารเท็จ ว่ามีเหตุการณ์เกิด พวกนี้มักจะเป็นรายได้เกิดมากสุดเมื่อฝั่งสมการรายได้บวก ก็ต้องบวกฝั่งซ้ายด้วยก็คือลูกหนี้ และถ้าทำให้เนียนมักจะทำปลายปี เพราะเมื่อวิเคราะห์อัตราส่วนจะไม่ค่อยเจอเพราะระยะเวลาเป็นหนี้สั้น พวกที่แต่งแต่ต้นปีจะเจอง่ายเพราะลูกหนี้จะค้างนานหลายเดือน ถ้าชั้นเซียนมาหน่อยก็จะทำเป็นมีการรับเงินโดยเจ้าของจ่ายเข้ามาเหมือนกับเก็บเงินได้ แล้วสร้างรายการหลอกต่อไปโดยเอาเงินออกจากรายจ่ายเทียม หรือหนี้เทียม บริษัทในตลาดทำน้อยเพราะกระทบกำไร แต่อาจทำได้โดยการขายสินทรัพย์ไม่ดีจากบริษัทในเครือให้ แล้วเจ้าของไปดึงเงินออกจากบริษัทในเครือแทน นักลงทุนทั่วไปเริ่มจับยากขึ้นแม้แต่ผู้สอบบัญชียังถูกหลอกได้ ต้องใช้เซียนจับเซียน พวกนี้ต้องดูภาพรวมๆถึงโครงสร้างบริษัท ขนาดธรุกิจ พวกเล็กๆ พ่อประธาน ลูก CEO ตระกูลถือหุ้นใหญ่ นั่งตำแน่งสูงทั้งตระกูล ถือหุ้นไขว้จนดูแล้วงง งบรวมอ่านยาก เพราะไว้กันมั่ว บริษัทเหล่านี้หุ้นขึ้นเร็วค้างบนดอยนาน หลอกล่อให้เข้าไปถือได้ไม่ยากในตลาดมีเยอะครับ บางทีหุ้นขึ้นต่อเนื่องได้เกือบทั้งปี

3 มีรายการเกิดขึ้นแต่ไม่ลงรายการเอาดื้อๆ พวกนี้เป็นพวกหลบหนีภาษีตัวจริง จับยากมากเพราะพี่แกไม่ เดบิต เครดิตเลย ไม่งอกทั้งซ้ายทั้งขวา บริษัทในตลาดมีน้อยเพราะส่วนใหญ่อยากโชว์ รายได้ กำไร สินทรัพย์ จึงชอบทำแบบหนึ่งกับสองที่สุด

ในแบบที่สามที่บอกว่าบริษัทในตลาดไม่คอยทำ ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยแต่วิธีนี้ใช้กับรายการประเภทรายจ่ายที่มักเกิดจากการประมาณการ ประเภทจ่ายจริง ลงจริงเสมอเพราะเงินมันจ่ายออกไปแล้วก็ต้องเครดิตครับ แต่ถ้าลงตรงลงถูกก็ปกติถ้าลงผิดกลุ่มผิดประเภทก็เข้าข้ายแบบสอง ส่วนประมาณการนี่เกิดจาบริษัทตั้งเองลงจ่ายเองในงบ ซึ่งมักไม่อยากลงเพราะกระทบกำไรพวกนี้เป็นแบบ under-reported expenses, Shifting or Moving expenses วิธีการนี้เจอเยอะมากเพราะแต่งกำไรโดยตรง เจ้าของยอมเสียภาษีแต่หุ้นขึ้น หักลบแล้วคุ้มครับ กำไรเพิ่มจากรายจ่ายลดลงเสียภาษีไป 30% (เดี๋ยวนี้เหลือ23%) แต่หุ้นขึ้นมากกว่านั้นคุ้ม ถ้าเป็นรายได้แล้วไม่ลงบัญชีบิลดึงออกจากระบบตรวจโดยการวิเคราะห์งบยาก ทางสรรพกรเลยต้องลงทุนทำระบบจับคู่ VAT ไงครับแต่ก็ยังมีเล็ดรอดโกงภาษีอยู่ เทคนิคพวกนี้ขอไม่เล่าครับ หนังมันยาว

แต่ในการวิเคราะห์หา under-reported expenses, Shifting or Moving expenses ใช้อ่านจากงบเจอยากคับ แต่ถ้าเอามาทำอัตราส่วน จะเห็นง่าย รายการใดบ้างที่มีคู่บัญชีปรับมูลค่าก็มักจะพบเจอบ่อย เช่น ลูกหนี้ (ค่าเผื่อหนี้สงสัยฯ) สินค้า (ค่าเผื่อมูลค่าราคาหรือล้าสมัย) เงินลงทุนเผื่อขายทั้งยาว-สั้น (ราคาตลาดต่ำกว่าทุน) หรือเงินลงทุนทั่วไป (ค่าเผื่อการด้อยค่า) ที่ดินอาคารและอุปกรณ์ (ค่าเผื่อการด้อยค่า) ค่านิยม (ไม่หักด้อยค่าลง) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ค่า R&D ค่าลิขสิทธิ์ สิธิบัตรต่างๆ ไม่ตั้งหักค่าเผื่อการด้อยค่า รายการเหล่านี้มักจะถูกฟ้องในอัตราส่วนทางการเงิน ในทางบัญชีเจ้าของจะพยายามแถไปเรื่อย ลูกหนี้ยังเก็บตังได้อยู่ สินค้ายังขายได้ เดี๋ยวนี้ผู้สอบบัญชีเขี้ยวขึ้นมาก ไม่ตั้งออกงบมีเงื่อนไข ส่วนใหญ่ก็จะยอมตั้งแต่ต่อรองให้ตั้งน้อยที่สุดเท่าที่ผู้สอบฯยอมรับได้ที่จะไม่ถูกเอาผิดจาก กลต แต่เราในฐานะนักลงทุนถ้าวิเคราะห็แล้วเห็นว่ารอบเก็บเงินมันยังยาวกว่าอุตสาหกรรม สินค้าหมุนนานเกินไป เราก็ปรับเองได้อีก รายการในสินทรัพย์หมุนเวียนใช้อัตราส่วน turnover ตรวจสอบก็จะพบได้ไม่ยาก พวกนี้ขายหลอกๆก้นเห็นชัดครับ ลองไปดู รอยเน็ต ปิคนิค ยานภัณฑ์ เอ็นรอน ชัดครับ

ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ดูอัตราส่วนภาพรวม สองค่าคือ asset turnover กับ ROA หรือ FAT-fixed asset turnover, ROFA-return on fixed asset และแนวโน้มกับ common size ถ้าถาพรวม AT (FAT) และ ROA (ROFA) ลดลงอย่างเร็วและสัดส่วน (C-size) สูงกว่าอดีต แนวโน้มก็พุ่งขึ้น สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามูลค่าสินทรัพย์สูงเกินจริงไม่ตั้งด้อยค่า ตามไปดูลึกๆหมายเหตุประกอบงบการเงินบอกที่มาที่ไปอย่างไร make sense ไหม เข้าใจไหม ถ้าไม่รู้เรื่องก็อย่ายุ่งปลอดภัยดี เพราะคนทำอะไรไม่รู้เรื่องแสดงว่าเรื่องนั้นมันยากจริงๆ หรืออาจมีอะไรปกปิดได้ ของดีควรโปร่งใสบอกได้ เข้าใจได้

การตรวจจับกลโกงนั้น สามรถทำได้โดยการใช้อัตราส่วนทางการเงิน และสิ่งแวดล้อนที่จูงใจประกอบ โดยหลักการนั้นที่แรงจูงใจอันเป็นเหตุให้บริษัทตบแตงตัวเลขคือ

  • -อัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงหรือมีแนวโน้มสูงขึ้น
  • -มีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายงวดบัญชีติดต่อกัน
  • -มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบต่อเนื่องหลายงวดบัญชี
  • -อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดต่ำลง
  • -อุตสาหกรรมมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น หรือรายได้ของอุตสาหกรรมเริ่มผันผวน ซึ่งมาจากทั้งด้าน demand, price or foreign exchange
  • -มีรายการ Contingent liabilities (หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น)
  • -มีข้อบ่งชี้ว่าน่าจะเกิดการด้อยค่าในสินทรัพย์
  • -งบการเงินมีรายการที่เข้าใจยากในการทำธุรกรรม (ซับซ้อนเกินจำเป็น)

ในทางทฤษฎีของการทำ creative accounting มีอยู่ 5 สมมติฐาน

  1. Agency Theory ทฤษฎีตัวแทน ความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร
    ผู้ที่เป็นผู้บริหาร (และอาจถือหุ้นด้วย) ต้องการผลตอบแทนมากๆ ทั้งเงินเดือนสวัสดิการ โบนัส ขณะที่ผู้ถือหุ้นอยากเห็นกำไรมากๆ ราคาหุ้นจะได้ขึ้นมากๆ
  2. The political cost hypothesis ต้นทุนทางการเมือง บางธุรกิจดำรงอยู่ได้เพราะการจ่ายเงินใต้โต๊ะ เงินดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผย ดังนั้นจะสร้างภาพให้งบการเงินดูดีและสามารถชดเชยต้นทุนที่จ่ายไป ผ่านราคาหุ้น
  3. The bonus plan hypothesis ผู้บริหารสร้างภาพกำไรเพราะหวังประโยชน์จากโบนัสที่จะได้ตามผลงาน
  4. The debt covenant hypothesisแ กิจการสร้างภาพให้ดูดีเพราะต้องการรักษาสถานะภาพให้ดูดีต่อเจ้าหนี้หุ้นกู้หรือเงินกู้จากสถาบันการเงิน พยายามให้ไม่ผิดเงื่อนไขการกู้ หรือสามารถรักษาอำนาจการกู้ต่อไป
  5. Poor management กิจการที่มีการบริหารงานที่แย่ต้องการกลบความไม่สามารถตนเองโดยการสร้างกำไร

เป้าหมายการตกแต่งบัญชีดังกล่าวอาจกำหนดจาก

  • ฝ่ายบริหารที่กำหนดเป้าหมายไว้สูง จะพยายามทำให้ได้ตามเป้าหมาย เวลาไป company visit มักให้เป้าดูดีไว้ล่วงหน้า
  • ตัวเลขพยากรณ์ที่นักวิเคราะห์จัดทำขึ้น บางครั้งตลาดคาดหวังว่าจะมีกำไรมาก ส่วนมากมาจากนักวิเคราะห์ที่คาดการณณ์ดูดีจากตัวเลขอดีต ฝ่ายบริหารพยายามทำให้ตัวเลขใกล้เคียงเป้าหมายเพื่อจะได้รับคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ว่าให้ซื้อหรือถือต่อ
  • จำนวนที่สะท้อนกระแสกำไรที่เกิดขึ้นเป็นประจำและราบเรียบ ( ไม่ขึ้นไม่ลง ) ยิ่งขึ้น วิธีนี้บางครั้งเรียกว่าเป็นการทำ earning management กิจการที่กำไรโตแบบมั่นคงไม่กระโดดหวือหวา ในทางทฤษฎีแล้วถือว่ามี risk ต่ำ และคาดการณ์ได้ดี นักวิเคราะห์ นักลงทุนชอบ ทำ DCF ง่าย จึงพยามยามปั้นแต่งตัวเลขโยกไปมาระหว่างงวดให้ดูมีกำไรที่โตดูราบเรียบ

นี่คือส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่นำไปสู่การตกแต่งข้อมูลรายงานการเงิน เจออะไรที่คล้ายๆอย่างนี้ก็ต้องระวังมากขึ้นในการอ่าตัวเลข แต่อย่าลืมนะครับที่เราสงสัยนั้นอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ รู้ 100% ทันทียากครับ เพราะต้องไปดูเชิงลึก ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้สอบบัญชี และฝ่ายกำกับฯ แต่ถ้ารอเขาตรวจชัดๆ เราก็อาจเจ็บไปแล้วเต็มๆ

เวลาผมวิเคราะห์ถ้าเจอสถานะการณ์ที่น่าเชื่อว่าอาจนำไปสู่การตกแต่งตัวเลขจะระวัง เช่นกิจการหนึ่งดูดีมาก แต่สถานการณ์บางอย่างบ่งชี้ว่าอาจนำไปสู่การตกแต่งตัวเลข ถ้ามีความเป็นไปได้แต่น้อยอาจลงทุนน้อยลงจากที่ตั้งใจและใช้วิธีทะยอยเก็บแบบระวังมากกว่า ตั้งเป้าเก็บ 100 หุ้นอาจซื้อแค่ 50% มีเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่า อาจจะเกิดได้มากกว่า 25% แต่ไม่มากกว่า 50% เป็นต้น แต่ถ้าเราเชื่อว่าไม่น่าเกิดก็ลงทุนตามที่ตั้งใจ จึงะเห็นได้ว่า ขึ้นกับวิจารณญาณแต่ละคนถึงบอกว่ามันคือศิลปะ ต้องอาศัยประสบการณ์ด้วย

ลองมาดูตัวอย่างสภาวการณ์ต่างไ ที่ชักนำแนวโน้มการตกแต่งตัวเลข (บางเรื่องไม่ได้ผดทางถฎหมายหรือเอาผิดไม่ได้ก็มี)
เช่น

  • -กิจการกำลังเตรียมตัวทำ IPO หุ้น
    แรงจูงใจ ที่จะนำเสนอภาพผลประกอบการที่เป็นไปได้ที่ดีที่สุดเพื่อที่จะทำให้ระดับของราคาหุ้นที่ออกขายสูงที่สุด
  • -กิจการตกเป็นเป้าหมาย ที่เป็นไปได้สำหรับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในทางลบอันเป็นผลมาจากขนาดหรือการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมหรือทั้งสองอย่าง
    แรงจูงใจที่จะลดต้นทุนทางการเมืองอันเกิดจากขนาดหรือการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมโดยหลีกเลี่ยงการแสดงระดับกำไรที่สูงเกินไป พากนี้มักเชื่อมโยงหรือหากินกับนักการเมืองหรือนโยบายการเมือง
  • -ผลประกอบการค่อนข้างที่จะสูงหรือต่ำกว่าแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาวที่ฝ่ายบริหารมุ่งหวังที่จะให้เกิดขึ้นเป็นประจำ
    แรงจูงใจที่จะหลีกเลี่ยงการตอบสนองของตลาดในทางลบต่อผลประกอบการที่หลุดออกนอกแนวโน้มชั่วคราว ตอนนี้ต้องระวังกิจการที่ส่งออก เพราะปีนี้น่าจะเลวร้ายมากๆ หลายบริษัทอาจต้องพยายามทำให้ดูลดลงไมมาก คิดว่าไม่มำให้โตเพราะจะผิกปกติเกินไป แต่ทำให้ดูแย่ไม่มากกว่าที่ควรเป็น
  • การเปลี่ยนแปลงในฝ่ายบริหารระดับสูงเกิดขึ้น
    แรงจูงใจที่จะตัดจำหน่ายรายการเป็นปริมาณมหาศาลทันทีที่ฝ่ายบริหารชุดใหม่เริ่มเข้าบริหารงานเพื่อบรรเทาผลกระทบในอนาคตที่จะเกิดจากรายการตัดจำหน่ายดังกล่าว และโยนความผิดให้กับฝ่ายบริหารชุดเดิมที่ออกไป ผมกำลังเพ่งเล็งหุ้นการบินที่มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารอันมาจากการเมือง

เอาพอหอมปากหอมคอครับ มีอีกเยอะมาก เรียนกันจริงๆ แล้ว 2-3 วันก็ไม่พอเอาตัวอย่างทั้งในและนอก คงต้องทั้งสัปดาห์

[1]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200375217041455
[2]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200375221121557
[3]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200375222281586 

Comment

Comment:

Tweet

#4 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-28 03:04

#3 By (27.55.143.163|27.55.143.163) on 2014-11-20 19:44

sad smile

#1 By (202.137.156.110|202.137.156.110) on 2014-01-29 20:00