posted on 01 Mar 2007 23:27 by value in Invesment
LIST รวมหุ้นอนาคต ราคาต่ำกว่า BV.
อ้างอิงว่า ลอกมาจาก settomorrow.com
บรรยายสรรพคุณโดย Ryuga
ขณะนี้มี 165 ตัว ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซนต์ของตลาด โอ้ เยอะขนาดนี้เชียวเหรอ
THEME คือ ซื้อได้ถูก กว่าตอนเขาตั้งกิจการอีก
1. TT&T - กำไรน่ะมีมั้ย ??
2. CWT - Skin Disease
3. TC - หอยลายโดนหนีบ
4. TTTM - ผืนผ้าฮาไม่ออก
5. SUN - ปิดป่าพาจน
6. CPH - OEM เต็มขั้น
7. SAWANG - อัญมณีบี้ทับ
8. THIP - หลอดดูดซู๊ดซ๊าด
9. SUSCO - เรื่องน้ำมันฉันเศร้า
10. UF - Nike นี้แดงเถือก
11. BTC - ผ่านท่าสินค้าซบ
12. SINGER - เช่าซื้อแกงโฮะ
13. EWC - งามหน้าหาใดเปรียบ
14. NVL - เช่าซื้อมาอีกแล้ว
15. GSTEEL - อุ้มเขาเรากระอัก
16. FNS - ตบยุงที่ 1
17. JAS - เหมือน GSTEEL เลย
18. BTNC - น้องนางอยู่ห้างไหน
19. UFM - แป้งสาลี 4 เหล่า
20. ESTAR - ซีสตาร์พาสลด
21. UMI - ลีลามหาวินาศ
22. GFPT - ไก่ย่างถูกเผา (มันจะถูกไม้เสียบๆ)
23. SMM - การ์ตูนขำค้าง
24. SPSU - ชักดาบ เช้ง เช้ง
25. TCOAT - กระสอบผ้าอาถรรพ์
26. NSM - ตำนาน NPL
27. HFT - ยางแบนแต๊ดแต๋
28. N-PARK - ไปไม่กลับหลับไม่ตื่น
29. PF - น้องนางเปี๊ยนไป๋
30. SITHAI - ถ้วยชามงามแท้
31. BATA - คุณปู่ตกยุค
32. TYCN - ความถ่วงจำเพาะสูง
33. BCP - ขืนใจรายย่อย
34. ITV - ทีวีเสรี (จริงๆ นะ ขอบอก)
35. TCJ - ขวัญใจรากหญ้า
36. TPIPL - Phantom Menace
37. NEW - ภูธรสุดๆ
38. MK - โอ้ย ลูกเมียน้อย
39. YNP - ABC หนี้ท่วม
40. SUPER - มวลหนักกระอักเลือด
41. UTP - กระดาษขาดใจ
42. SUC - น้องดาวน์พระศุกร์
43. LTX - ฉันทนารายใหญ่
44. PSAP - โดนต่อยถ้วนหน้า
45. DISTAR - ไทยชอบของนอก
46. PREB - รับเหมาเรารออยู่
47. ACL - น้องใหม่มาแล้ว
48. CEI - เศษซากอารยะธรรม
49. GOLD - อสังหาเจ้าขุน
50. TPP - จะทำธุรกิจอยู่รึเปล่า
51. NIPPON - พลาสติกช้ำๆ
52. CNS - ตบยุงที่ 2
53. TGCI - ระฆังคว่ำอำมหิต
54. INET - เน็ทนี้มีเสียว
55. SIRI - อสังหาพาร์พิลึก
56. TMB - มหาสมุทรไร้ก้น
57. CSC - ฝานี้มีล็อค
58. JCT - มีแผลมาทางนี้
59. S2Y - content collapse
60. PAF - รองเท้าเขย่าขวัญ
61. KCE - PCB สีเลือด
62. GENCO - สารพิษติดจั่น
63. Q_CON - มวลหนักหักเหลี่ยมโหด
64. MLINK - การเมืองเรื่องเจ๊ง
65. MIDA - มังกรเงินผ่อน
66. SSF - ทะเลโลหิต
67. CI - 30% ทำพิษ
68. IFEC - โคนิก้าพาสยิว
69. BAT-3K - เบอร์หนึ่งพึงระวัง
70. CHARAN - จรัญฉันหนาว
71. PICNI - นรกมีจริง
72. SATTEL - การเมืองเรื่องสยอง
73. SC - การเมืองเรื่องเห่ย
74. TR - เจ้าพ่อเส้นใย
75. ECL - อีกแล้วหรือนี่
76. KTECH - รับเหมาไม่เอากำไร
77. TVI - ก็เว็บนี้งัย
78. BSBM - ของเขายาวใหญ่
79. MATCH - อาตี๋สร้างวิมาน
80. TONHUA - ตงหัวยึเป้า
81. TNITY - ตบยุงที่ 3
82. PA - The City มีลุ้น
83. UST - มิตรผลคนจอง
84. TMD - พลังถังเหล็ก
85. KC - อสังหาพาป่วน
86. HTC - ครกของพี่บิ๊ก
87. TSI - ประกันหวั่นไหว
88. STA - ยางแดงแผลงฤทธิ์
89. SICCO - สินเชื่อเหลืออิ่ม
90. SVH - โรงบาลชาญสนาม
91. TRU - ฉันเกลียดดดดด CRV
92. BT - ดอกเบี้ยละเหี่ยใจ
93. DE - ไม่ล้มละลายแล้ว (เฮ)
94. CFRESH - กบนอกกะลาพาไปดู
95. PAP - ท่อน้อย return
96. RCI - รายเล็กสู้ๆ
97. ASIAN - ปลาทราย dilution
98. SYRUS - ตบยุงที่ 4
99. VNT - PVC Erotic
100. METCO - CRT มีเสียว
101. ASIMAR - ซ่อมเรือเชื่อได้ (มั้ง)
102. THANI - มือสองของเฮีย
103. KGI - ตบยุงที่ 5
104. PL - ผีซ้ำด้ำพลอย
105. PRECHA - บ้านนี้สีแดง
106. NOBLE - บ้านหรูพอดูได้
107. TIC - ตัวอย่างพอเพียง (1)
108. TSTH - บลส. ขอ inter
109. TKT - พลาสติกหงิกหงอย
110. KMC - การเมืองก็ช่วยไม่ได้
111. TOG - ชอบกันทั้งสั้นยาว (เอียงๆ ก็ชอบ)
112. TFD - โรงงานหารสอง
113. SMK - รถยนต์นี้ฉันจอง
114. OGC - กระจกใสไร้แรงส่ง
115. FANCY - ไม้ยางทำพิษ
116. ASK - dilute แค่เอื้อม
117. BFIT - ก๊วนใต้สยายปีก
118. INOX - เหล็กยุทธ์เซียนสะท้าน
119. PERM - เพิ่มสินเข้ากระเป๋าใครบ้าง ??? (อยากรู้จริงๆ)
120. AJ - ฟิล์มนี้มีหนี้พ่วง
121. TCAP - เงินทุนคุณขอมา
122. TMW - พลาสติกติดหล่ม
123. TRUBB - ยางเด้งเก็งกำไร
124. TCMC - พรมพระเจ้าเหา
125. SSI - เหล็กหนักปักธรณี
126. TK - ราชาเงินผ่อน
127. BJC - ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
128. NWR - รับเหมาเราหมด
129. KTP - สิงคโปร์โอ้โฮเละ
130. SVI - EMS wait & see
131. AYUD - เต่าเรียกแม่
132. UP - พลาสติกไม่พลิกไปไหน
133. SMC - วอลโว่ พุทโธ่ พุทถัง
134. US - ยุงหมดสินธรแล้วจ้ะ
135. CCP - ชลบุรีมีตอ
136. PR - หมี่น้อยกลอยใจ
137. LVT - วิศวกรรมอำพราง
138. CPF - เป็นไก่การเมือง
139. SSC - ย่อมเป็นดั่งชื่อ
140. TAPAC - พลาสติกระริกระรี้
141. CHUO - โฆษณาหน้ามืด
142. LRH - หนูฟื้นแล้วจ้า
143. BLAND - เมืองทองต้องสู้
144. ASL - มนุษย์ทองคำ (ตรึม)
145. SAMCO - ตัวอย่างพอเพียง (2)
146. PTL - ฟิล์มล้นคนติดดอย
147. SMIT - เครื่องกลคนหนาว
148. KK - เล็กขอฟัดใหญ่
149. TWP - ดึงได้ไม่กลัวขาด
150. KDH - กระแสแท้เชียว
151. SIS - ขายส่งคงซึม
152. MACO - โฆษณาพาสยิว
153. CTW - ไม่ใช่สุนัขทรงเลี้ยง
154. BKI - เจ้าแห่งพอร์ตหุ้น
155. UV - จักจั่นลอกคราบ
156. IEC - เทพีล้างป่าช้า
157. LST - ไขมันจุกอก
158. DCON - ตามแห่เป็นเหตุ
159. LOXLEY - อบายมุขจุกเสียด
160. WACOAL - เจ้าแห่งการยก
161. KASET - วุ้นเส้นติดคอ
162. SSEC - ยุงหมดประเทศแล้วจ้า
163. STAR - โถดาวเต็มฟ้า
164. PRANDA - พอเพียงยอดเยี่ยม
165. DM - รายเล็กแล้วไง ??
posted on 14 Dec 2006 08:06 by value in Invesment
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูล
ใกล้จะสิ้นปี 2549 แล้ว ตอนนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหน หัวข้อที่ถามไถ่กันอยู่ตลอดเวลาก็คงไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะปีนี้เป็นปีที่ประเทศของเราประสบกับปัญหาหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เริ่มตั้งแต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องความไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ พอปลายปีก็มีเรื่องปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นปัญหาของฝนฟ้าอากาศที่ไม่มีใครจะพยากรณ์ได้
แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันซึ่งเราเคยห่วงกันมากว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นจนจะทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็ไม่เป็นความจริง พอราคาจะชน 80 เหรียญต่อบาร์เรล หรือประมาณ 78 เหรียญต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันก็ลดลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ประมาณ 55-60 เหรียญต่อบาร์เรล และดูท่าจะอยู่ที่ระดับนี้ต่อไปอย่างน้อยก็อีกสักระยะหนึ่ง
เมื่อราคาน้ำมันลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ต่างก็พากันทยอยลดลงไปด้วย เช่น ราคายางพาราที่เคยพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับกว่า 100 บาทต่อ ก.ก. ก็ลดลงมาต่ำกว่า ก.ก.ละ 50 บาท ราคาน้ำตาล ราคามันสำปะหลัง ราคาข้าว ก็พลอยลดลงตามราคาน้ำมัน รวมทั้งราคาแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก ทองแดง สังกะสี และอื่นๆ ก็พลอยลดราคาลงไปด้วย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังของปี
เมื่อราคาน้ำมันอ่อนลง การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อก็เปลี่ยนไป จากที่เคยคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นอีกจะทำให้มีความกดดันในเรื่องเงินเฟ้อสูงขึ้น การคาดการณ์ก็เปลี่ยนไปว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปคงจะลดลงตามการลดลงของราคาน้ำมัน
เมื่อการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะมีอัตราลดลง การคาดการณ์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาก็น่าจะลดลง ภาวะเศรษฐกิจของอเมริกาเองก็อ่อนตัวลงแล้วตั้งแต่ต้นปีนี้
การคาดการณ์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย จึงเริ่มกลับกันกับเมื่อก่อน กล่าวคือ เมื่อก่อนพอจะมีการประชุมคณะกรรมการของธนาคารกลางของสหรัฐ ตลาดก็มักจะคาดการณ์ว่ากรรมการของธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้หรือจะขึ้นดอกเบี้ย แล้วต่อมาการคาดการณ์ก็เป็นไปในลักษณะที่ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยแน่ เพียงแต่จะขึ้นเท่าไร จะขึ้น 0.25 หรือ 0.50 เปอร์เซ็นต์ ติดต่อกันมาหลายปี
แต่ปีนี้การคาดการณ์ก็กลับกัน กล่าวคือพอจะมีการประชุมกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ ก็คาดการณ์ว่าธนาคารกลางของสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิมหรือจะลดอัตราดอกเบี้ย เพราะการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมีความสำคัญต่อตลาดการเงินของโลกเป็นอันมาก
แต่ปีนี้ความผันผวนที่สำคัญที่เพิ่มเข้ามาอีกคือ เมื่อการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐถึงจุดสูงสุดและมีแต่จะลดลง เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกาตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ อ่านจากหนังสือพิมพ์เห็นว่าเศรษฐกิจของอเมริกาปีนี้จะขยายตัวเพียงร้อยละ 2.4 เท่านั้น จากที่เคยประเมินไว้เมื่อตอนกลางปีว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะขยายตัวประมาณร้อยละ 3.2
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความมั่นใจของนักลงทุนลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยตัวเลขการค้าปลีกและราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของเศรษฐกิจขาลง
นอกจากนั้นข่าวคราวเรื่องสงครามในอิรัก และอัฟกานิสถานก็ย่ำแย่ สถานการณ์ในสองประเทศไม่ดีขึ้น และทำท่าจะปกครองไม่ได้ มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ไม่แน่ว่าสหรัฐจะเอาไม่อยู่ เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาและผู้ว่าการมลรัฐ พรรครีพับลิกันของท่านประธานาธิบดีบุชก็เสียที่นั่งในรัฐสภาไปมากจนถือได้ว่าพรรครีพับลิกันแพ้การเลือกตั้ง จนทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องประกาศลาออก เท่ากับยอมรับว่านโยบายการเข้าไปทำสงครามในอิรักไม่ประสบความสำเร็จ ลือกันถึงขั้นว่าสหรัฐอาจจะต้องถอนทหารของตนออกจากอิรักและอัฟกานิสถาน ก็ยิ่งทำให้คาดการณ์ต่อไปอีกว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะยิ่งถดถอยลงไปอีก
เมื่อเป็นอย่างนี้เงินทุนจึงไหลออกจากอเมริกาไปยังภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป และเอเชีย ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ก็พยายามเปลี่ยนทุนสำรองระหว่างประเทศของตนไปถือทองคำ และเงินยูโรแทน ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์มาตั้งแต่ต้นปี เงินยูโรก็แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงหนึ่งยูโรต่อ 1.40 ดอลลาร์ และทำท่าจะสูงขึ้นไปอีก เพราะเงินดอลลาร์ยังไหลออกจากอเมริกาไปสู่ยุโรปไม่หยุด
นอกจากดอลลาร์ยังไม่หยุดไหลจากอเมริกาไปสู่ยุโรป แล้วยังไหลมาสู่เอเชียด้วย แต่หลายประเทศในเอเชียก็ไม่ยอมปล่อยให้ค่าเงินของตนลอยตัวอย่างเสรี ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกงนั้นยังใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ คือ ตรึงค่าเงินของตนไว้กับเงินดอลลาร์อย่างเหนียวแน่น เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลง ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงก็อ่อนค่าลงตามดอลลาร์ เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ส่วนจีน มาเลเซีย ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ตรึงค่าเงินไว้กับตะกร้าเงิน แต่ในตะกร้าเงินคงจะมีเงินดอลลาร์อยู่มากสักหน่อย ค่าเงินหยวน และเงินริงกิตเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์จึงไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงมากมายนัก สำหรับเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ รวมทั้งไต้หวัน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่หวือหวามากนัก เที่ยวนี้เงินเยนทางการของญี่ปุ่นก็สามารถรักษาเสถียรภาพของค่าเงินไว้ค่อนข้างดี ค่าของเงินเยนไม่สูงขึ้นมากนัก เพราะอัตราดอกเบี้ยของเงินเยนต่ำมากจนตลาดไม่อยากจะถือเงินเยน เมื่อใครได้เงินเยนก็ถือเงินตราสกุลอื่นไว้แทนมานานแล้ว เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เดี๋ยวนี้จึงไม่กระเทือนค่าของเงินเยนมากนัก
ในสถานการณ์อย่างนี้บทบาทของนักเก็งกำไรค่าเงินก็เกิดขึ้น แต่การเก็งกำไรจะทำได้ผลก็ต่อเมื่อตลาดเงินสกุลนั้นๆ ไม่ใหญ่โตมาก นโยบายของทางการค่อนข้างจะปล่อยเสรีให้เป็นไปตาม พลังของตลาด และขณะเดียวกันเศรษฐกิจของประเทศนั้นก็ต้องค่อนข้างเข้มแข็ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน
เมื่อเงินดอลลาร์ไหลออกจากสหรัฐอเมริกามาสู่ภูมิภาคเอเชีย จึงทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียพลอยแข็งขึ้นไปด้วย ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี และมารุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนค่าเงินของประเทศใดเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งมากแข็งน้อยอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงิน และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร ถ้าประเทศใดฐานะทางการเงินค่อนข้างไม่ค่อยเข้มแข็ง เช่น ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย แม้ว่าทางการจะปล่อยค่อนข้างเสรีนัก แต่ค่าเงินก็ไม่ค่อยจะแข็งขึ้นเร็วนัก คงสามารถเกาะกลุ่มกับประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่หรือประเทศที่ตรึงค่าเงินของตนไว้กับตะกร้าของเงิน
ด้วยเหตุผลดังกล่าวการไหลเข้าออกของเงินทุนเพื่อการเก็งกำไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะต้องระมัดระวัง เพราะเงินประเภทนี้เป็นเงินที่สามารถทำให้เกิดความเสียหายได้อย่างมาก
มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งของการเก็งกำไร หรือการ "ทำราคา" เพื่อเก็งกำไรก็คือ มักจะมีการปล่อยข่าวออกมาล่วงหน้าก่อนว่าราคาหรือ "ค่าเงิน" จะไปถึงที่นั่นที่นี่ เช่น เมื่อต้นปีก็มีการปล่อยข่าวว่าน้ำมันดิบราคาจะถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล แต่พอถึง 80 เหรียญต่อบาร์เรล นักเก็งกำไรก็ปล่อยของราคาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เชื่อข่าวลือเช่นว่า ก็เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ส่วนกลุ่มนักปั่นราคาก็ได้กำไรอย่างงาม
ในกรณีของบ้านเราถ้าจะสังเกตให้ดี ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากกว่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ถ้านับตั้งแต่ต้นปีมา กล่าวคือเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเงินอื่นๆ ที่ไม่ได้ตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ หรือตรึงไว้กับตะกร้าเงิน อย่างเช่น เงินหยวนของจีน หรือเงินริงกิตของมาเลเซีย เงินสิงคโปร์ดอลลาร์นั้นแม้ว่าจะไม่ได้ประกาศตรึงไว้กับอะไร แต่ทางการของสิงคโปร์ก็ควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินดอลลาร์สิงคโปร์อย่างแข็งแรง ไม่ให้มีเงินดอลลาร์สิงคโปร์อยู่ในตลาดต่างประเทศเลย การเคลื่อนย้ายเงินดอลลาร์เข้าออกเพื่อเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนจึงทำได้ยาก
ที่น่าห่วงในระยะใกล้ๆ นี้ก็คือ มีการปล่อยข่าวลือกันในท้องตลาดมากว่าเงินบาทจะแข็งไปถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การที่มีข่าวลือเช่นนี้ก็แสดงว่าเงินของเรากลายเป็นเงินที่นักเก็งกำไรใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรได้สะดวกกว่าเงินตราสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะอัตราการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนของเรามีอัตราขึ้นลงสูงกว่าอัตราการขึ้นลงของเงินตราสกุลอื่นในภูมิภาค
หากเป็นเช่นนี้ในระยะต่อไปข้างหน้า เมื่อค่าเงินบาทของเราแข็งเข้าใกล้เป้าหมายที่นักเก็งกำไรตั้งเป้าหมายเอาไว้คือที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นักเก็งกำไรจะเทขายเงินบาทไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ ถึงตอนนั้นค่าเงินบาทก็จะอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้นำเข้า กลับกันกับเมื่อตอนเงินบาทอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไป เพราะพฤติกรรมของนักเก็งกำไรไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ได้แต่ดูพฤติกรรมในอดีตเท่านั้นเอง
เมื่อถึงตอนนั้นหากทางการจะเข้าไปแทรกแซงตลาดก็จะต้องนำทุนสำรอง หรือสิทธิการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเอาออกมาใช้ ซึ่งก็มีข่าวรั่วไหลออกมาก็ไม่น่าจะเป็นผลดี
เสถียรภาพหรือความมั่นคงของอัตราแลกเปลี่ยน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่มากเกินไปในระยะเวลาอันสั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการผลิต การส่งออก การค้าขายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ในทางตรงกันข้ามความแน่นอนมั่นคงของอัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญต่อการผลิต การส่งออก การนำเข้า และการค้าขายของภาคเอกชนเป็นอันมาก ยิ่งค่าเงินบาทแข็งเร็วกว่าเงินสกุลอื่นมากเท่าไร โอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนลงเร็วกว่าเงินตราสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคก็ยิ่งจะมีมากขึ้นเท่านั้น
การประกันความเสี่ยงของผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าเป็นเครื่องมือเพียงส่วนเดียวและเป็นส่วนน้อย และเป็นต้นทุนที่สำคัญที่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องนำเข้าไปบวกกับต้นทุนที่สำคัญของการผลิต และที่สำคัญตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็ขึ้นลงพร้อมๆ กับอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน และอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันด้วย
การสั่งซื้อวัตถุดิบก็ดี การผลิตก็ดี การรับคำสั่งซื้อขายก็ดี การส่งมอบก็ดี ล้วนมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมีการคาดการณ์ทุกอย่างทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อเงินแข็งขึ้นผู้ซื้อในต่างประเทศก็คาดการณ์ว่าของจะต้องมีราคาถูกลง เพราะผู้ผลิตบางคนที่ยังไม่ได้สั่งวัตถุดิบจะสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ในราคาที่เปลี่ยนไป สภาพการแข่งขันทั้งในประเทศในการรับคำสั่งซื้อ และการแข่งขันซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศก็จะเปลี่ยนไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนภายในเวลาอันสั้น เช่น 10-15 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาอันสั้น จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท กระทบต่อตลาดทุน ตลาดเงิน เกือบทุกอย่าง
การแข็งค่าของเงินบาทเที่ยวนี้ก็มีเรื่องดีใจอยู่ 2 เรื่อง
1.เอกชนกล้าออกมาร้องบอกทางการว่ามีผลกระทบ ทั้งหอการค้าฯ ทั้งสภาอุตสาหกรรมฯ แทนที่จะบ่นกันในที่เงียบๆ เหมือนเมื่อก่อน
2.ทางการออกมายอมรับว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจต้องหาทางแก้ไข แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าจะใช้มาตรการใดก็ยังดี เพียงแต่กว่าจะยอมรับว่ามีการไหลของเงินทุนเข้ามาปั่นตลาดช้าไปหน่อย จนอาจจะถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นเป้าหมายของนักเก็งกำไรแล้วเท่านั้น
เฝ้ามองดู ฟังข่าวลือในท้องตลาดแล้วก็ไม่สบายใจ
posted on 27 Nov 2006 21:06 by value in Invesment
มาจาก กระทิงเขียว
ในบทบาทของ "นักเทคโอเวอร์" และอดีตมือบริหาร "เฮดจ์ฟันด์" (กองทุนบริหารความเสี่ยง) เอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานกรรมการบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ อธิบายถึง Cash Out หรือการ "เอาเงิน" หรือขายเพื่อเอากำไรออกมาล่วงหน้าว่า แบ่งได้เป็น 2 สเต็ป
สเต็ปแรก คือ สร้างธุรกิจแล้วเอาเข้าตลาด กระจายหุ้นขายส่วนหนึ่ง แต่อีกสเต็ปที่เหนือกว่าและน่าสนใจ คือ เอาเข้าตลาด แล้ว Cash Out อีกรอบหนึ่ง โดยขายหุ้นใหญ่ที่ตัวเองถืออยู่ออกไป และยังมีคอนแทร็คว่ายังบริหารได้ต่อ
"อย่างกรณีหุ้นชินคอร์ป หรือ ตันโออิชิ ค่อนข้างชัดเจนว่า Cash Out ได้ราคาดี
หรือเคพีเอ็น ตระกูลนี้เป็นรุ่นที่สามแล้วจากคุณถาวร พรประภา ต้องถือว่ารุ่นหลานนี่เก่ง Cash Out เป็น ผมเชื่อว่ารุ่นนี้จะมีอะไรให้เห็น....
ส่วนใหญ่นักธุรกิจระดับตระกูลเก่าๆ ของเมืองไทยก็รู้จักเรื่อง Cash Out กันหมดทุกคน พวกนี้จะเก็บไว้แค่ส่วนเดียว สังเกตได้พอเข้าตลาดสักพัก แต่ละคนก็ขายหุ้นออกไป เหลือไว้นิดหน่อยไว้นั่งบริหาร ส่วนใหญ่คนที่ทำธุรกิจมาและคล่องกับธุรกิจ มองมูลค่าหุ้นตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาขายหมดแหละ ไม่มีใครเก็บไว้หรอก อาจเหลือติดไว้ส่วนหนึ่งเป็นชื่อติดไว้ ไม่ได้ขายขาด"
จากประสบการณ์ "Deal Maker" ที่ผ่านการทำดีลที่มาเลเซียมาแล้ว 60-70 ดีล ทั้งควบรวม และซื้อ-ขายกิจการจนเป็นอาชีพ เอกยุทธ บอกว่า สำหรับนักเทคโอเวอร์ตัวยงแล้ว จะไม่มีความรู้สึกแบบ Sentimantal กับตัวหุ้นหรือตัวธุรกิจเลย
"ผมจะไม่มีความรู้สึกชอบมากๆ หรือจะเก็บให้ลูกหลาน ไม่มี...มีแต่ว่าผมซื้อพันหนึ่ง ใครให้ผมแสน ให้ผมหมื่นนึงหรือเปล่า ถ้าให้ก็เอาไปเลย เป็นการลงทุน เป็นธุรกิจจริงๆ เข้าไปหาทีมแมเนจเมนท์แข็งๆ ไปบริหาร แล้ว Cash Out อย่างเดียว...แทบจะไม่มีความรู้สึกกับตัวธุรกิจ"
เอกยุทธบอกว่า จังหวะในการ Cash Out ไม่มีใครรู้หรอกว่าจุดสูงสุดอยู่ตรงไหน แต่ต้องรู้จักขายก่อนถึงจุดอิ่มตัว
"ยกตัวอย่างธุรกิจกาแฟ ปีแรกเริ่มบูม ปีที่สองคนเปิดเยอะ พอมีคนมาเยอะ ผมต้องไปแล้ว ปล่อยในราคาที่พอใจ ยกตัวอย่างบ้านใร่กาแฟ ถ้าออกไปเมื่อสองปีที่แล้ว ผมว่าเขาได้เยอะ แต่ถ้าจะออกตอนนี้เหนื่อย อย่างสตาร์บัคส์เอง อนาคตก็เริ่มจะเหนื่อย เหมือนแมคโดนัลด์สมัยหนึ่ง มันจะอยู่ได้ระดับเดียว องค์กรใหญ่ขึ้น คำนวณได้เลย ถ้าทำธุรกิจจะรู้เลย จะรู้ว่าคู่แข่งเริ่มเยอะ ถ้าสู้ก็ต้องลงทุนเข้าไป แต่ถ้าเป็นผม...ผมก็จะออกก่อน"
ประเภทที่ "ออกไม่ทัน" อย่างเช่นกรณีทรูมูฟ (ตอนยังเป็นออเร้นจ์) พลาดจังหวะไม่ได้ Cash Out ในช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นไปเกินมูลค่า
"อันนี้เป็นแทคติก ถ้า Cash Out ไม่เป็น ไม่รู้จังหวะในการขายก็ต้องมาตกอยู่ในธุรกิจตัวเอง และดิ้นต่อไป รออีกรอบหนึ่ง แล้วรอรอบหน้า ซึ่งอย่างน้อยต้องรอเป็นสิบปี แต่ส่วนใหญ่ถ้าพลาดโอกาสก็ยากแล้ว"
เอกยุทธ อธิบายว่า สมมติถ้าลงทุนไปพันล้าน ทำไป 3-4 ปี เปรียบเทียบผลตอบแทนกับฝากธนาคารได้ยีลด์ 6-7% หรือถ้าไปลงทุนในเฮดจ์ฟันด์ ไพรเวทฟันด์ได้ผลตอบแทน 20-25% ถ้ามีคนมาขอซื้อเสนอราคาแบบได้กำไรร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ ถ้าคุณไม่เอาก็ถือว่าคุณโลภมาก ส่วนใหญ่จะใช้คำว่าโง่กันเลย แต่เราถือว่าโลภ เพราะต้องเอาแล้ว เพราะไม่มีการลงทุนใดๆ ที่จะไปทางเดียว
"การ Cash Out พวกนี้ ก็ยังเหลือหุ้นส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีคอนแทร็คให้แมนเนจเมนท์อีกอย่างน้อย 3 ปี อย่างน้อยตัวเองก็ยังได้กุมธุรกิจต่อ อย่างคุณสวัสดิ์ (หอรุ่งเรือง อดีตเจ้าพ่อเหล็ก NSM) ใครๆ บอกแกถอย ผมว่าไม่ใช่ ผมว่าแก Cash Out ...ไม่ได้ออกไปมือเปล่า และเมื่อถอยออกไปก็ไปทำธุรกิจอสังหาฯ ที่มีอยู่ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ"
หรืออย่างกรณีการ Cash Out เทขายหุ้นของกลุ่มผู้บริหารบล.ภัทร (PHATRA) หลังจากทำ MBO (Management Buyout) ซื้อหุ้นคืนจากเมอร์ริล ลินช์ พอปรับตัวได้ระดับหนึ่ง เข้าตลาด และเริ่มมีมูลค่า ก็ออกตัวไป (ขายหุ้น) ในราคาที่ค่อนข้างสูง
"จริงๆ ก็ถือว่าเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะอินฟอเมชั่นตัวเองมีอยู่ "
เอกยุทธ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นที่น่าสนใจที่ต้องมองลึกลงไปอีก สำหรับการ Cash Out ที่เกิดขึ้น บางดีลอาจเป็นการ "สมรู้ร่วมคิด" ระหว่างบริษัทมหาชนเหมือนกัน สร้างวอลุ่ม และราคาเกินจริงสูงกว่าที่ควรจะเป็น
"เช่น สมมติธุรกิจของคุณน่าจะมีมูลค่าสัก 2 พันล้าน อีกบริษัทมีเงินสดเหลือเยอะ ก็มาขายให้ในราคา 3-4 พันล้าน ก็มาจ่ายในมูลค่าที่ตกลงไว้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ไปแบ่งกัน ลักษณะนี้ในตลาดก็มีการทำกันเยอะ"
พร้อมตั้งข้อสังเกตเชิงลึกต่อว่า บางกรณีกลุ่มที่เข้ามาซื้อ เพราะมีเงินสดในกลุ่มเยอะเกินไป ถ้าหากไม่ซื้ออะไรเลยต้องเสียภาษี สู้นำเงินมาซื้อแล้วแบ่งส่วนต่างกันดีกว่า ราคาจริงอาจจะไม่ถึง แต่ซื้อราคาเพิ่มขึ้น เอาส่วนต่างมาแบ่งกัน ดีกว่ารอจนถึงสิ้นปีแล้วต้องเสียภาษี
"ถ้าดูไตรมาสสุดท้าย จะมีดีลประเภทนี้เกิดขึ้นเยอะ ถ้าทำไม่ทัน เขาก็จะทำบิ๊กล็อตกัน เพราะประเทศไทยเปิดโอกาสให้ทำบิ๊กล็อตได้ คือซื้อหุ้นมาราคาหนึ่งแล้วขายให้กับกลุ่มตัวเองราคาหนึ่ง ยอมทำขาดทุนไป คือ ไม่ต้องเสียภาษี
ส่วนพวกที่ซื้อแล้วเอามาต่อยอด จริงๆ ก็คงจะมี อย่างกรณีเอสแอนด์พีขายให้ไมเนอร์ อย่างนั้นก็เป็นไปได้สำหรับการต่อยอด"
ในบางกรณีเจ้าของ หรือผู้บริหาร จะใช้วิธี Cash Out เงินบริษัทมาเป็นเงินส่วนตัวเข้ากระเป๋าตัวเอง เช่น ซื้อธุรกิจหนึ่งในนามส่วนตัว พอธุรกิจเดินมาดีแล้ว ก็เอาขายให้บริษัทในเครือ แต่ไม่ได้ใช้ชื่อเดียวกัน แต่จะมีนอมินีอยู่ เพื่อไม่ให้เป็น Conflict Of Interest
ส่วนประเภทที่ซื้อธุรกิจมาปั้น แล้วขายต่อ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการลงทุน
"ผมเองก็ทำ คือ ซื้อธุรกิจ อยู่เมืองนอกเราก็ทำมาตลอด จะมีสองลักษณะ คือ ซื้อธุรกิจที่ยังไม่เข้าตลาดมาปรับปรุง เพิ่มทุน สร้างธุรกิจให้โตขึ้น หรือซื้อธุรกิจที่มีอยู่แล้วในตลาด แล้วมาปรับปรุงที่เรียกว่ารีสตัคเจอร์ เป็น Corporate Exercise คือ จะต้องมี Activity ตลอด"
เขาบอกว่า ถ้าไม่มีกิจกรรมอะไร จะไม่ตื่นเต้นเลย...
"อย่างกลุ่มพวก Corporate Exercise ในเมืองไทย ถ้าจะมีก็จเรรัฐ (ปิงคลาศัย) พวกกลุ่ม D1 อันนี้ก็มีความคิดเดียวกับการ Cash Out ถ้าได้มูลค่าก็ Cash Out เพียงแต่ไม่ใช่ตระกูลเก่า แต่คนนี้ ในกลุ่มเขามีฝีมือ"
ประเภทเทคโอเวอร์แล้วรอจังหวะขาย ก็เป็นอีกวิธีที่เซียนรุ่นนี้กลับมาทำกัน เอกยุทธบอก ส่วนประเภทที่ Cash Out ลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของแบบ "โดนบีบออก"ด้วย ก็อย่างเช่นบรรดาธุรกิจแบงก์ แบงก์กรุงเทพ แบงก์กสิกรไทย ที่กองทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้น แต่การบริหารไม่ได้หลุดจากมือ
ประเภท Cash Out เก่งๆ ซื้อเก่ง..ขายต่อเป็น ฟัน "ส่วนต่าง" ก้อนโต ตัวอย่างนี้ก็มีให้เห็นหลายเคส
" เคสที่น่าสนใจ อย่าง TSEC (บล.ทีเอสอีซี) ที่ไปประมูลใบอนุญาตมาจากฮ่องกงแบงก์ รู้สึกต้นทุนประมาณ 200-300 ล้าน มาขายหุ้นใหญ่ให้ธนาคารกรุงไทยไปประมาณ 400-500 ล้าน โดยที่ตัวเองยัง manage อยู่ อันนี้ก็เป็นการ Cash Out อีกลักษณะหนึ่ง คือ ผู้ที่ซื้อมาก็ได้ผลกำไรค่อนข้างดี และธุรกิจก็ยังอยู่กับตัวเอง และได้เงินสดขึ้นมา"
"อีกเคสของการ Cash Out ในเมืองไทยที่น่าสนใจมาก และได้เงินเยอะ คือเคสของน.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ บางกอกแอร์เวย์ส ที่ทำพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์สนามบินสมุยมูลค่าหมื่นล้าน...อันนั้นคือการ Cash Out แบบฝีมือเลย คือ เขาได้ทุนและกำไรจากสนามบินกลับมาส่วนตัว" เอกยุทธกล่าว
edit @ 2006/11/27 21:07:19