Invesment

มีคนถามว่า จะขยายขอบเขตความรู้ : ในด้านรูปแบบธุรกิจเพื่อนำไปวิเคราะห์หุ้น อย่างไรดี?

เพจมุ่งเรียนรู้สู่ความมั่งคั่ง [1] ก็อปปี้คำแนะนำของพี่Tibuxxx : ใจความว่า

"ฟังข่าว อ่านข่าว เข้าสัมนา อ่านหนังสือ แมกกาซีน คอลัมม์ต่างๆ 56-1 รายงานประจำปี
รายงานผลการดำเนินงาน บทวิเคราะห์ของผู้บริหาร รายงานการประชุม เยอะๆคับ
แล้วมาลองดูงบการเงินของบริษัทต่างๆดู

ตีให้ออก ว่า

  • เค้ามียอดขายจากอะไร ต้นทุนของเค้าคืออะไร
  • กำไรเค้ามีมาจิ้นเท่าไหร่ เพราะอะไร และต่อไปจะเป็นยังไง
  • ดูงบดุลขนาดสินทรัพย์ที่ใช้ หมุนเวียนเยอะ หรือน้อย เพราะอะไร
    • ลูกหนี้เยอะไหม ลูกหนี้น้อยเพราะอะไร
    • สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น หรือลดลงเพราะอะไรและต่อไปจะเป็นยังไง
    • เงินสดหมุนเวียนมากน้อย มาจากไหนเงินสดมากน้อย เกิดขึ้นเพราะอะไร
      • เพราะกำไรมาขึ้น ขายของมากขึ้น
      • หรือเพราะลูกหนี้น้อยลง
      • สินค้าคงเหลือน้อยลง เพราะอะไร หรือทำไม ต่อไปจะเป็นอย่างไร
  • ลงทุนเยอะไหม มีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นสัดส่วนที่มาก เพราะอะไร
  • ค่าเสื่อมราคาเยอะ น้อย เพราะอะไร

ไล่ไปเรื่อยๆคับ เก็บสะสมไป ใช้เวลาหน่อย ปี สองปี สามปี ก็จะพอเข้าใจมากขึ้นๆ จนเห็นหุ้นปุ๊ป รู้สตอรี่ปั๊ป แบบไม่ต้องคิดเลย

อึดไว้ก่อนคับ แรกๆไม่รู้เรื่อง ก็ทนๆอ่านไปเรื่อยๆ จะเกิดผลแน่นอน"

การวิเคราะห์คำถามว่าเขาถามเพื่ออะไร

ดูจากคำตอบแล้วการที่จะตอบคำถามของพี่เขาได้ ต้องสามารถโยงข้อมูลเขิงคุณภาพให้เข้ากับข้อมูลเชิงปริมาณในงบการเงินให้ได้

  • คำถามแรกจากในงบกำไรขาดทุนที่ถามว่ายอดขายจากอะไรและต้นทุนจากอะไร ก็ใช้ข้อมูลจาก 56-1 ครับเขาจะบอกสินค้าที่ขาย กระบวนการผลิต วัตถุดิบและการจัดหาวัตถุดิบ อ่านไปก็นึงภาพตามไปและกัน และต่อด้วย
  • และตามมาด้วยการให้ความสนใจในเรื่องสภาพคล่อง โดยเขาให้ความสนใจไปที่ ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ ซึ่งสองตัวนี้ขึ้นกับแต่ละธุรกิจครับ บางธุรกิจปล่อยเครดิตนานก็ลูกหนี้การค้าเยอะหน่อย บางธุรกิจต้องตุนของไว้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเยอะก็ต้องตุนของเยอะ
  • ซึ่งตรงนี้จะไปโยงกับเงินสดหมุนเวียน หรือ CFO ถ้าธุรกิจอัตรากำไรต่ำ และใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง CFO ก็จะติดลบเป็นปกติ
  • แล้วจะถามต่อในงบดุลว่าสินทรัพย์ถาวรมากน้อย ซื้อตัวนี้จะไปโยงกับค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุน
  • สงสัยจะลืมดูเรื่องหนี้เพิ่มให้ละกัน ถ้าหนี้เยอะดอกเบี้ยจ่ายจะเยอะคับ

สรุปว่า ถ้าตอบคำถามพี่เขาได้ก็จะสามารถวิเคราะห์งบการเงินได้เห็นภาพธุรกิจโอเคเลยครับ

https://www.facebook.com/RunToMoney/posts/508048669244462 
 

คุณไม่มีวันรวยจริงถ้ามัวแต่ทำงานให้คนอื่น ถ้าทุกคนเป็นเถ้าแก่กันหมด แล้วเถ้าแก่จะหาแรงงานมาจากไหนละ
jeff haden มีบทความเรื่องคนรวย รวยได้ไง ( how the rich got rich ) มีการสรุปผลสำรวจของสรรพากรสหัรฐประจำปีสอบถามผู้เสียภาษี 400 คน ที่ขอคืนภาษีคืนสูงที่สุด ( กลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่บต่อคนในปี 2009 เท่ากับ 202.4 ล้านดอลลาร์ ) ได้ผลออกมาว่า พวกเขารวยเพราะ

  • 9 % เป็นลูกจ้าง
  • 7% ได้ดอกเบี้ย
  • 13 % ได้เงินปันผล
  • 20 % เป็นเจ้าของกิจการ หรือ ร่วมหุ้นทำกิจการ
  • 46 % ได้กำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์

งานวิจัยระบุว่า 400 คนในงานสำรวจนี้ได้เงินจากกำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อคนถึง 92.6 ล้านดอลลาร์คิดเป็น 16% ของ capital gain ที่ผู้เสียภาษีทั้งสหรัฐได้รับเลยทีเดียว jeff Haden จึงสรุปได้ว่า

  1. การเป็นลูกจ้างอย่างเดียวไม่มีวันรวย
  2. การลงทุนโดยไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย ไม่มีวันรวย
  3. การลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่อย่างเดียว ก็ไม่ทำให้รวย
  4. การเป็นเถ้าแก่ ไม่ว่าจะบริษัทเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว หรือเป็นหุ้นส่วน ทำให้รวยจริงๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ สรุปได้ว่า เราไม่มีวันรวย หากเราไม่กล้าเสี่ยง และไม่มีทางรวยจริงๆ ถ้ามัวแต่ทำงานให้คนอื่นนอก จากการทำงานให้ตัวเราเอง ยังไม่ต้องรีบร้อนไปลาออกจากงาน แล้วถ้าไปเป็นเถ้าแก่กันหมด เถ้าแก่ก็ไม่มีแรงงานสิ เพราะยังไม่ถึง 46 % อันเป็นสัดส่วนสูงสุดที่รวยเพราะได้กำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์
หมายความว่าเป็นลูกจ้างเขาก็ลงทุนได้ใช่ไหม ใช่หากกล้ารับรับความเสี่ยงในการลงทุน เป็นลูกจ้างเขา ถ้าเอาแต่ฝากเงินอย่างเดียว หรือมัว แต่ลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ ไม่รวยแน่ๆ และอาจจะไม่พอใช้ในบั้นปลายชีวิตเสียด้วยซ้ำ ทำไมล่ะ ก็เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับมันจะถูกเงินเฟ้อกินไปหมดนะสิ

jim Cramer เจ้าของและผู้จัดทำรายการ mad money ช่อง cnbc บอกว่า หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนอื่นๆทุกชนิด ( อย่ากลัวความเสี่ยงจนไม่กล้าลงทุนระยะยาวในหุ้น ) และมีหุ้นเป็นพันๆตัวในตลาดที่ทำให้เรารวยได้และไม่เกี่ยวกับงานที่เราทำ ( ทำงานอย่างเดียวโดยไม่ลงทุน ไม่รวย )
แต่มันก็ยากที่จะรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะทำกำไรให้เรานะ ใช่ ไม่งั้น charlie munger มือขวาของคุณ ปู่ warren buffet คงไม่บอกหรอกว่า ถ้าการลงทุนมันไม่ยากสักหน่อย ใครก็รวยแล้วสิ

 

ปกติผมถือหุ้น 100% ตลอดเวลาคับ รู้สึกเสียดายกำไรเหมือนกัน สำหรับชาว VI คุณ micky1115 ได้เขียนบทความเกี่ยวกับสถานการณ์หุ้นรถไฟเหาะแบบตอนนี้ได้โดนใจมาเชิญอ่านโดยพลัน 

สถานการณ์ตอนนี้ 2 ประโยคนี้โดนสุดๆ

  • Only when the tide goes out do you discover who’s been swimming naked.
    • ตอนที่คลื่นลมสงบแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะรู้ว่าใครแก้ผ้าอยู่ใต้น้ำ
  • Rule No.1: Never lose money. Rule No.2: Never forget rule No.1.
    • กฏข้อแรก คือ อย่าขาดทุน กฏข้อสอง คือ อย่าลืมกฏข้อแรก

วอเรนท์ บัฟเฟต

แล้วจะทำไงต่อจากนี้ หลังหุ้นลงถึงระดับที่ถือว่าถูก

  • The only time to buy these is on a day with no “y” in it.
    • วันที่เหมาะสำหรับการซื้อ คือ…วันที่ไม่มีตัว ว เลย
  • I never attempt to make money on the stock market. I buy on the assumption that they could close the market the next day and not reopen it for five years.
    • ผมไม่เคยพยายามที่จะทำเงินจากตลาดหุ้น ทุกครั้งที่ซื้อผมจะคิดว่าวันพรุ่งนี้ตลาดจะปิดไปอีกห้าปี

 ชี้ชัดว่า ประโยคที่2 หมายถึงการซื้อหุ้นบริษัทที่ดีในราคาที่ถูกกว่าราคายุติธรรม

ถือมันเอาไว้ ปิดจอดื่มวีต้าพรุน แล้วเข้านอนซะ เพราะ......

 

  • If a business does well, the stock eventually follows.
    • ถ้าธุรกิจไปได้ดี หุ้นก็จะไปได้สวย


เจ้ามือตัวจริงคือ ผลประกอบการ คนไทยกินข้าวไม่ได้กินหญ้า ถ้าผลประกอบการดี

ต่อให้หุ้นตัวนั้นไม่มีเซียนถือ มันก้จะโบยบินสู่พื้นฐานของมัน

หุ้นดีขึ้นได้ ไม่ต้องพึ่งโชคชะตา ไม่ต้องพึ่งเทพเจ้าหรือเซียน เพราะ สุดท้าย คุณค่าจะผลัก

ดันให้ราคาตอบสนองเอง

 
ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=55922