music

การเลือกไวโอลิน (Violin)

posted on 13 May 2008 23:02 by value in music directory Lifestyle, Knowledge

coppyโดยไม่ขออนุญาติจากคุณ vivi,30violin.pantown.com


การเลือกไวโอลินใหม่ ๆ ซักตัว ช่างเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะมีอุปสรรคอยู่หลายประการทีเดียว และอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยใจไม่น้อยสำหรับนักดนตรีในการที่จะต้องคัดเลือกไวโอลินจำนวนมากเพื่อคัดให้เหลือเพียง 1-2 ตัวเท่านั้น สำหรับคนบางกลุ่มโดยเฉพาะครูซึ่งต้องเลือกเครื่องดนตรีให้นักเรียนอยู่บ่อย ๆ ก็สามารถเลือกไวโอลินจากเครื่องดนตรีจำนวนมากได้รวดเร็ว ในขณะที่นักดนตรีอื่น ๆ ก็คงต้องออกแรงเหนื่อยหน่อยกว่าจะเลือกไวโอลินดี ๆ ได้ซักตัว

เคล็ดลับประการแรกในการทดสอบไวโอลินคือการพิจารณาคุณภาพเสียงในระดับโทนเสียงดียวกัน โดยการเปรียบเทียบไวโอลินแต่ละตัวด้วยการเล่นเพียง 2-3 ห้องหรือการเล่นเสกล (โน้ต 4 ตัวต่อการเล่น Slur ใน 1 คันชัก) บน 2 สายล่างหรือ 2 สายบนอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ด้วยวิธีนี้คุณสามารถพิจารณาไวโอลินจำนวนมากในเวลาที่จำกัด ซึ่งสมองของคุณสามารถจดจำและเปรียบเทียบเสียงได้โดยง่าย ถ้าคุณไม่ชอบเสียงของ 2 สายที่ได้เล่นไปก็ให้วางไวโอลินตัวนั้นไปได้เลยโดยไม่ต้องสนใจว่าเสียงของอีก 2 สายที่เหลือจะดีแค่ไหนก็ตาม ด้วยการใช้เวลาที่ไม่มากนัก คุณสามารถคัดเลือกไวโอลินกลุ่มที่ต้องการออกมาได้ และยังมีเรี่ยวแรงเหลือพอที่จะทดสอบไวโอลิน 2-3 ตัวสุดท้ายได้อย่างละเอียดอีกด้วย

การเลือกไวโอลินใหม่ต้องพิจารณาให้ดีเพราะการตัดสินใจของคุณอาจจะได้รับอิทธิพลจากเสียงและความรู้สึกของไวโอลินที่คุณเคยเล่น อย่าให้เสียงไวโอลินที่คุณคุ้นเคยกลายเป็นบรรทัดบานในการตัดสินใจ (นอกเสียจากว่าจะเป็นเสียงไวโอลิน Strad) ไวโอลินใหม่อาจจะมีปัญหาที่ทำให้เล่นได้ไม่สะดวกมืออยู่บ้าง เช่น ความหนาของคอที่หนาไป สายตั้งสูงจากฟิงเกอร์บอร์ดเกินไป ที่รองคางหรือที่รองไหล่ไม่ได้ขนาด ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ภายหลัง

การพิจารณาไวโอลินควรจะพิจารณาจากคุณสมบัติ 4 ประการดังนี้

- คุณภาพของเสียง(Quality of sound)

- การตอบสนองของสาย (Responsiveness)

- ความต่อเนื่องในการเล่นข้ามสาย (Evenness across Strings)

- ความต่อเนื่องในการเล่นแต่ละสาย (Evenness Within the String)

การทดสอบการสะท้อนเสียงของห้องโดยใช้ไวโอลินตัวที่ต้องการทดสอบและตัวอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นการทดสอบในห้องแสดงคอนเสิร์ทจริง นอกจากการบรรเลงเเดี่ยวแล้วให้บรรเลงโดยมีเครื่องดนตรีอื่น ๆ ประกอบ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตัดสินเครื่องดนตรีนั้น ๆ เมื่อต้องเล่นคู่กับเครื่องดนตรีอื่น ๆ

พยายามยามหลีกเลี่ยงข้อห้ามต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อไม่ให้การเลือกไวโอลินเป็นเรื่องน่าเบื่อจนเกินไป

- พยายามหาไวโอลินตัวที่คุณต้องการให้ได้ภายในรอบแรกโดยพิจารณาในรายละเอียดทุก ๆ อย่าง

- เชื่อมั่นในความจำของตัวเอง เมื่อคุณต้องเปรียบเทียบไวโอลินในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

- พยายามเน้นเทคนิคการเล่นมากเกินไปหรือพยายามเล่นให้ได้เสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุด แทนที่จะเน้นเรื่องเสียงหรือระดับเสียงของไวโอลิน

การเล่น (Playability)
อย่าตัดสินเครื่องดนตรีเพียงเพราะว่าเหตุผลเพียง 2-3 ข้อเหล่านี้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยช่างซ่อมไวโอลิน

- สายไวโอลินสูงจากฟิงเกอร์บอร์ดเกินไป

- รูปร่างของคอ

- ความโค้งที่เหมาะสมของคอ (ตำแหน่งของนิ้วโป้งเมื่อเล่นในโพสิชั่น 4)

- ความโค้งที่เหมาะสมหัวซอ

- ขอบของฟิงเกอร์บอร์ดในตำแหน่งสายสูง

- ความโค้งของคันชักเวลาเล่นจะสัมผัสกับสายอื่นหรือบริเวณกลางลำตัวไวโอลิน (C-bout)

ความสวยงามและมูลค่าของไวโอลิน (Aesthetics & Value)
คุณค่าในความสวยงามของไวโอลินนั้นขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ส่วนคุณค่าในด้านราคานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพเสียงแต่เพียงอย่างเดียว ควรจะทดลองเล่นและพิจารณาไวโอลินในงบประมาณคร่าว ๆ ที่คุณตั้งไว้ก่อน ก่อนที่จะพิจารณาอย่างละเอียดลงไปในมูลค่าของไวโอลินแต่ละตัว




การเลือกคันชัก (Bow)

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเลือกคันชักคือการเปรียบคันชักแต่ละอันและใช้วิธีการคัดคันชักที่ไม่ต้องการออก

เสียง (Sound)

ปัจจัย 2 ประการที่มีผลต่อคุณภาพเสียงของคันชักคือ

- ชนิดของยางสนที่ใช้

- การเลือกใช้หางม้า

คันชักที่ใช้หางม้าใหม่อาจจะทำให้เกิดเสียงแปลก ๆ ได้ (เสียงเอี๊ยด ๆ หรือเสียงครืดคราด) มากกว่าคันชักที่มีการใช้อยู่เป็นประจำ


การตอบสนองของคันชัก (Responsiveness)

พยายามใช้เทคนิคของคันชักที่แตกต่างกัน เช่น Spiccato, Deatche, Staccat o ฯลฯ เพื่อทดสอบการตอบสนองของคันชัก

น้ำหนักของคันชักก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะน้ำหนักรวมอาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ เช่น คันชักที่พันด้วยเส้นโลหะหรือกระดูกปลาวาฬจะเบากว่าคันชักที่พันด้วยโลหะเงิน ซึ่งคันชักที่พันด้วยเส้นโลหะหรือกระดูกปลาวาฬจะให้ความรู้สึกว่าปลายของคันชัก (Tip) หนักกว่าคันชักที่พันด้วยโลหะเงิน แม้ว่าคันชักทั้ง 2 แบบจะมีน้ำหนักเท่ากันก็ตาม ส่วนรสนิยมเรื่องความงามนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน



การเลือกกล่อง (Case)

ปัจจุบันกล่องใส่ไวโอลินมีแบบต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย โดยทั่วไปจะนิยมกล่องประเภทที่ทำให้ไวโอลินลอยอยู่ในอากาศ (Suspension) ซึ่งกล่องชนิดนี้จะสัมผัสกับไวโอลินบริเวณคอและที่รองคางเท่านั้น ทำให้ส่วนอื่น ๆ ของไวโอลินรวมถึงส่วนหัวของไวโอลินลอยอยู่ โดยไม่สัมผัสกับส่วนอื่น ๆ ของกล่อง แรงกระแทกที่มาจากภายนอกจะส่งผ่านไปยังส่วนที่แข็งแรงที่สุดของไวโอลิน สำหรับกล่องแบบธรรมดานั้น ส่วนที่สัมผัสกับกล่องมากที่สุดคือบริเวณกึ่งกลางหลังของไวโอลิน ตรงตำแหน่งหลักเสียงพอดี (Soundpost) แรงกระแทกรุนแรงจากด้านหลังของกล่องไวโอลินจะส่งผ่านมายังหลักเสียง และอาจทำให้เกิดรอยร้าวบริเวณไม้แผ่นหน้าและแผ่นหลังของไวโอลินได้

เพื่อป้องกันไม่ให้หย่องกระแทกกับกล่องด้านใน ควรเลือกกล่องไวโอลินชนิดที่มีสายรัดบริเวณคอเพื่อยึดคอไวโอลินให้อยู่กับที่ การป้องกันไม่ให้ไวโอลินได้รับความเสียหายจากการกระแทกกับคันชักในระหว่างที่ถือกล่องไปมา ควรเลือกกล่องชนิดที่มีระบบการเก็บคันชักที่ดี และมีเบาะเล็ก ๆ บุเหนือบริเวณที่รองคาง

กล่องแบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ

- กล่องแบบ Soft Case มีผ้าบุด้านใน แต่ไม่มีวัสดุแข็งหุ้มด้านนอก ป้องกันการกระแทกได้น้อยมาก

- กล่องแบบ Lightweight มีราคาไม่แพงมากและไม่แช็งแรง ป้องกันการกระแทกได้น้อย

- กล่องแบบ Heavy มีราคาไม่แพงมากแต่แช็งแรง ป้องกันการกระแทกได้ดี

- กล่องแบบ Lightweight มีราคาแพงถึงแพงมากแต่แช็งแรง (ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงซึ่งสัมพันธ์กับน้ำหนักของกล่อง) ป้องกันการกระแทกได้ดี

สำหรับกล่องในข้อที่ 2 มีความปลอดภัยกว่ากล่องในข้อแรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับในประเทศในเขตร้อนแบบเมืองไทยควรเลือกกล่องที่มีสีอ่อน ๆ ซึ่งสามารถสะท้อนแสงและความร้อนได้ดีกว่า

ยางสนคืออะไร

posted on 20 Apr 2008 08:15 by value in music directory Lifestyle

บทความโดยคุณหน่องครับ


ยางสน คือน้ำหล่อเลี้ยง (เลือด!) ของต้นสนตระกูล pine คุณสมบัติเหนียวข้น และมีความใส เมื่อใช้มีดกรีดล้ำต้นสนที่ยังมีชีวิตอยู่ (หรือเมื่อเปลือกต้นสนแตกปริจากความร้อน จนลำต้นขยายตัว) จะมีน้ำไหลซึมออกมา เมื่อทิ้งไว้หรือสัมผัสอากาศในระยะเวลาหนึ่ง น้ำนั้นจะแห้งแข็งตัว
คนไทยเราสมมติเรียกน้ำที่ได้นี้ว่า ยางสน เลียนแบบน้ำยาง ที่ได้จากต้นยาง ซึ่งมีอาการเดียวกัน เมื่อถูกแยกออกมาจากลำต้น
โดยทั่วไป น้ำสนนี้จะไม่ไหลเยอะๆเหมือนน้ำยาง ต้องกรีดแล้วกรีดอีกหลายๆแผล และนำน้าสนแห้งๆนั้น มาหลอมรวมกันอีกที ให้เกิดมวลที่ใหญ่ขึ้น เก็บไว้เป็นก้อนยางสน หรือเรซิ่น (resin)
น้ำสนที่โดนความร้อนทุกรูปแบบ ตั้งแต่แดดไปจนไฟเผา จะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล สีแดง จนถึงสีดำ แล้วแต่ปริมาณความร้อนที่สร้างปฎิกิริยาให้แก่น้ำสนนั้น และเมื่อทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะแข็งตัวพอประมาณ แต่ก็ถือว่าเป็นสารที่มีความเปราะ ถ้าถูกทุบหรือเสียดสีด้วยวัตถุอื่น ก็จะแตกเป็นก้อนเล็กหรือจนเป็นผงขาวละเอียดเหมือนแป้ง

แต่ดั้งเดิม ยางสนถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านเป็นเชื้อเพลิง, เป็นเครื่องช่วยสร้างความฝืดของอุปกรณ์ทางช่างบางอย่าง ช่วยในการสร้างความฝืดของเครื่องลากล้อเลื่อนในการก่อสร้างสมัยก่อนเก่า, เป็นส่วนผสมของน้ำยาเคลือบเครื่องเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เรียกว่าตระกูล varnish ให้ไม้นั้นมีเงางามและกันมอดแมลง, เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณบางประเภท, และใช้งานจิปาถะในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องประดับตกแต่งในบางชนเผ่า

ยางสนที่ผ่านกระบวนการตกผลึก ภายใต้เงื่อนไขของเวลาและสิ่งแวดล้อมทางชีวเคมีที่เหมาะสม ก็จะกลายสภาพเป็นรัตนชาติที่เรียกว่าอำพัน (amber) ขึ้นมาได้ ตัวอย่างดังในฉากไตเติ้ลของหนังจูราสสิคปาร์คภาคหนึ่ง ที่ยุงน้อยตัวหนึ่งได้ดูดเลือดไดโนเสาร์มาจนอิ่มแปล้แล้ว เกิดเคราะห์ร้าย กลับต้องไปตกอยู่ในหยดน้ำยางสนซึ่งเผอิญเข้าสู่ช่วงแข็งตัวพอดี ก็เลยถูกขังทั้งเป็น และเมื่อเวลาผ่านไปหลายแสนล้านปี ก้อนยางสนดึกดำบรรพ์หรืออำพันนี้ ก็ถูกขุดพบขึ้นมาใหม่ นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ใช้ความเก่งเหลือเชื่อสร้างโคลนนิ่งไดโนเสาร์จากเลือดยุงที่ถูกแช่อยู่ในยางสน กลายเป็นหนังทำรายได้ถล่มทลายโลกนี้ไป

ยางสนเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับโลกดนตรีตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าความคิดในการใช้ยางสนกับการดนตรี และเครื่องสีที่เรียกง่ายๆว่าซอ (fiddle)นั้น มีอยู่ทุกหนแห่งในโลกโบราณ ใช้หลักการคล้ายๆกันคือ ใช้คันชักรูปลักษณะคันธนู (bow) ถูสาย (string) ให้เกิดความสั่นสะเทือนจนเป็นเสียงขึ้นมา และเป็นเสียงที่เกิดจากการเสียดสีด้วยความฝืดในปริมาณที่พอเหมาะ (จนกลายเป็นเสียงไพเราะ) ในการนี้ ยางสน resin ได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางช่วยกำกับให้ความฝืดและแรงเสียดทานของคันชักนั้นคงที่

ผงยางสนเป็นหัวใจหลักในการสร้างความฝืดให้กับคันชักซอทุกชนิดในโลก ในส่วนหางม้า บริเวณที่จะใช้ถูไถกับสายซอ (ทำจากวัสดุชนิดต่างๆ เช่น ไหมฟั่นละเอียดชุบน้ำยาให้แข็งตัว, เถาวัลย์บางประเภท, สายโลหะ เหล็ก เงิน ทองเหลือง, สายพลาสติก-เอ็น) โดยที่จริง คุณสมบัติพื้นฐานของหางม้า (ที่มาจากม้าจริง!) นั้น ก็มีความขรุขระในตัวอยู่แล้ว เอาไปถูกับสายซอก็พอที่จะมีเสียงเนื่องด้วยอาการสั่นสะเทือนแบบที่เรียกว่า friction แต่เนื่องจากการแปรรูปหางม้ามาเป็นคันชัก ต้องผ่านการถ่วงดึงให้ยืดได้ที่ และหวีสางจัดระเบียบเส้นหางม้าให้เรียบร้อย ก็เลยทำให้ธรรมชาติของอาการขรุขระนั้นลดน้อยลงไป จึงต้องเอายางสนมาถูๆกับหางม้า ให้ละอองยางสนติดเคลือบอยู่บนผิวหางม้า ทำให้ความฝืดมีความสัมพัทธิ์กับสายซอและกำลังแรงขับเคลื่อนของคันชักนั้น

ที่จริง เรื่องหางม้า เหตุใดจึงกลายมาเป็นคันชักซอนี่ ก็ต้องติดตามถามไถ่อีกเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้ว่าใครเริ่ม มีวัสดุประเภทใดอีก (เรื่องนี้น่าสนใจ เคยอ่านเจอมาบ้างว่า ซอในอัฟริกาบางเผ่า ใช้การกรีดเถาวัลย์จนเป็นเส้นฝอยยาว-ใช้หวายทุบให้เป็นใยละเอียด-ใช้เส้นปอฉีกละเอียด, ในอินเดียบางแห่ง ใช้เส้นผมของนักบวช ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์, ในจีนตอนเหนือบางแห่ง ใช้เส้นผมบรรพบุรุษที่ตายแล้ว ถือว่าเป็นของมงคล เสียงซอมีพลังอำนาจในการติดต่อกับเทพเจ้าได้, ในอินเดียนแดงบางเผ่า ใช้เส้นผมผู้หญิงพรหมจารี เพราะอะไรก็ไม่รู้ ฯลฯ) และทำไมจึงมาลงตัวที่หางม้าในที่สุด เป็นเรื่องที่น่าสนใจค้นหากันต่อไป
เมื่อเกิดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ขึ้นมา หางม้าที่เคยได้รับความนิยม ก็ถูกแทนที่ด้วยพลาสติกเส้นเล็กละเอียดที่เรียกว่าไนล่อน มีคุณสมบัติเหนือกว่าในเรื่องความเหนียวทนทาน ราคาถูก ผลิตได้ทีละมากๆ ทำง่าย หาซื้อง่าย มีหลายระดับคุณภาพ เป็นการลดต้นทุนหางม้า ที่ทั้งหายาก-ราคาแพงและเสื่อมง่ายกว่า แต่อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว ไนล่อนนั้นยังสู้หางม้าไม่ได้ในเรื่องความขรุขระและปริมาตรของมวลสาร แต่เมื่อได้ผงยางสนมาช่วยในปริมาณเหมาะสมแล้ว ก็สร้างเสียงซอได้ดีไม่แพ้กัน

ยางสนที่ใช้สำหรับซอชนิดต่างๆ เป็นยางสนแบบพิเศษ ที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างซับซ้อนกว่ายางสนในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมการก่อสร้าง

การทำยางสนซอนั้น ต้องใช้ความรู้ความชำนาญและความพิถีพิถันในหลายๆด้าน ตั้งแต่กรรมวิธีของการคัดประเภทพันธุ์สนที่จะให้น้ำยางคุณภาพดีเลวอย่างไร มีการคัดเลือกอายุของต้นสนที่จะกรีดเอาน้ำออกมา เอามาเก็บไว้ในอุณหภูมิพอเหมาะ เอามาต้ม กรองเศษผงต่างๆออกหลายๆชั้นเพื่อให้ได้น้ำยางสนที่สะอาดบริสุทธิ์ มีการค้นคว้าหาสูตรลับที่จะช่วยสร้างความละเอียดของผงยางสนที่สร้างความฝืดอย่างเหมาะสมให้แก่คันชักซอแต่ละประเภท (ซอฝรั่งเขาค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องชนิดของยางสนและคุณภาพของยางสนมาก)
โรงงานยางสนซอที่สำคัญๆของโลกหลายโรงอยู่ในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมัน ผลิตยางสนดีๆออกมาสู่ตลาดโลกอย่างเป็นงานเป็นการ ราคาแพง หาซื้อยาก และมีข้อจำกัดในการใช้-การรักษาความสะอาดมากมาย นอกจากนี้ แหล่งผลิตใหญ่อีกพวกหนึ่งคือจีน ซึ่งมียางสนหลายระดับ ตั้งแต่ดีมากไปจนถึงเลวมาก ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต แต่ก็นับว่าสามารถหาซื้อได้ง่ายดาย แพร่หลายกว่าของยุโรป จีนมีป่าสนที่กว้างใหญ่ไพศาลในตอนเหนือ มีสนพันธุ์ดีปลูกไว้มากมาย มีอุตสาหกรรมการส่งออกยางสนในกิจการต่างๆมานานนับร้อยปี ยางสนจีนส่วนหนึ่ง พวกโรงงานในยุโรป (เยอรมัน อังกฤษ เบลเยี่ยม เป็นต้น) รับซื้อไว้เพื่อนำไปแปรรูปอีกที เอาไปต้มกลั่นกรองต่อจนเป็นยางสนบริสุทธิ์ แล้วติดฉลากเมดอินยุโรปมาขายตามท้องตลาดทั่วไป พวกนักเล่นซอฝรั่งมืออาชีพนิยมใช้กันมาก

ส่วนของไทยนั้น นอกจากข้อจำกัดเรื่องพันธุ์สนที่จะผลิตน้ำยางสนคุณภาพแล้ว การผลิตยางสนซอยังต้องทำใจกันอยู่มาก โดยเฉพาะความเปราะและความสกปรกของก้อนยางสน ตลอดรวมไปถึง นิสัยมักง่ายของคนเล่นซอบางจำพวกที่เอาความสะดวกเป็นตัวตั้ง หยอดยางสนเลอะเทอะดำเปื้อนบนกระโหลกซอหรือกระบอกซอ และไม่รู้จักการถนอมรักษาทำความสะอาดเมื่อเลิกเล่นซอ ก่อให้เกิดความสกปรกโสโครกทั้งในส่วนของคันชักซอ กระบอกซอ คันทวนซอ สายซอ และบริเวณที่วางซอนั้นด้วย
ตามท้องตลาดดนตรีไทยทุกวันนี้ ใช้ยางสนเมดอินไทยแลนด์ แต่ก่อนผลิตแถวนครปฐมกับนนทบุรี คุณภาพไม่ดีนัก รูปร่างที่นิยมคือเป็นแท่งยางสนแบบเทียนไข ตรงกลางมีไส้เชือก จุดไฟปุ๊ปก็หยอดน้ำยางได้ปั๊ป พร้อมๆกับดมควันพิษไปด้วยในตัว ร้านค้าดนตรีไทยทุกร้านนิยมเอายางสนแบบเทียนไขมาวางขายเป็นล่ำเป็นสัน ขายในราคาถูก เป็นที่ชื่นชอบแก่บรรดานักดนตรีสมัครเล่นโดยถ้วนหน้า

ที่ถามมาว่ามีใครเคยใช้สารอื่นแทนยางสนไหม คิดว่ามี แต่คงไม่ดีเท่า หรือไม่ลงตัวเหมือนยางสนแบบดั้งเดิม เนื่องด้วยยางสนซอที่มาจากต้นสนนั้น ได้ผ่านกระบวนการศึกษาวิเคราะห์และมีกรรมวิธีที่ผลิตยางสนจนเป็นที่ยอมรับกันได้ว่าใช้งานได้ดีจริง ทำให้ซอชนิดต่างๆของโลก ส่งเสียงได้ไพเราะจริง และเป็นตัวกลางในการเล่นที่เหมาะสมลงตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าจะคิดค้นเอายางไม้ประเภทอื่นมาใช้แทนยางสนก็ไม่ว่ากระไร ถ้าใช้ได้ผลดีก็บอกกันบ้างก็แล้วกัน หรือใครจะคิดสรรหาผงอื่นๆที่ไม่ใช่ผงยางสนมาถูหางม้าซอก็เชิญเถิด ซอใครซอมัน ขอให้โชคดีเถิดท่านผู้ชม

เรื่องวัสดุทดแทนยางสนคงตอบไม่ได้ แต่เรื่องหางม้าพอตอบได้ จากประสบการณ็ที่เคยเห็นมาก็คือ ที่ญี่ปุ่นเขาทำสายเอ็นคันชักแบบพิเศษ คือมีร่องความขรุขระมากกว่าปกติ และมีความฝืดในตัวเอง ซึ่งเมื่อสีลงไปบนสายซอแล้ว ก็เกิดเป็นเสียงไพเราะไม่แพ้หางม้าหรือสายเอ็นหยอดยางสนเลย และที่น่าจะดีกว่าก็คือ ไม่ต้องไปพะวงกับปัญหาเรื่องเครื่องดนตรีจะสกปรกโสโครก มือเหนียว หรือแพ้ละอองยางสน เสียสุขภาพผู้เล่น อะไรทำนองนั้น คันชักแบบพิเศษนี้ ถ้าสนใจคงต้องไปเสาะหาแถวญี่ปุ่นกันเอง ไม่ทราบราคา คงจะแพงพอสมควร

ยางสนสำหรับซอไทย ถ้าจะใช้ให้เป็นงานเป็นการ คิดว่ายางสนไวโอลินหรือเชลโลดีๆก็น่าสนใจ แต่ต้องคำนึงถึงการรักษาความสะอาดของซอหลังการเล่นด้วย ไม่ใช่เอาแต่โปะยางสน ถูตะพึดตะพือจนฝุ่นขาววอก แต่ไม่เคยคิดถึงการเช็ดถูคันชัก สายซอ และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น คันทวนด้านติดกับกระบอก หนังซอด้านบนที่ติดกับบริเวณสี อย่าลืมว่า อากาศบ้านเรานั้นร้อนมาก แค่คนก็เหงื่อออกจะแย่อยู่แล้ว นี่ซอโดนทั้งความร้อน ความชื้น ไหนจะฝุ่นยางสนอีก โธ่ ซอก็มีหัวใจนะครับ



สุดท้ายนี้ ถ้าไม่ยึดติดกับความรักชาติบ้านเมืองจนเกินไป เรื่องยางสนเมดอินไทยแลนด์นั้น ไม่สนับสนุนให้ใช้กันพร่ำเพรื่อ ถึงจะมีราคาถูกและใช้ได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นยางสนคุณภาพต่ำมาก และยังมองไม่เห็นว่าผู้ผลิตรายใดจะใส่ใจค้นคว้าพัฒนาให้ยางสนไทยมีคุณภาพมาตรฐานขึ้นมา
ถ้ารักซอจริง นอกจากจะต้องใส่ใจในการเช็ดถูทำความสะอาดซออยู่บ่อยๆแล้ว ก็ขอชักชวนให้เสียดุลย์การค้ากันสักหน่อย ซื้อยางสนยุโรปเถอะครับ แพงกว่ากันเล็กน้อย แต่สุขภาพซอสบายขึ้นเยอะเลย

ที่มา:

http://www.thaikids.com/cgi-bin/wb/displayitem.asp?forum=1&subject_no=648

edit @ 10 Feb 2012 11:07:03 by phat

ถ้าใครเคยประสบปัญหาขิมเสียงเพี้ยนแล้วตั้งเองไม่เป็นต้องยกไปให้ อ. ตั้งเสียงให้หรือ ต้องเสียเงินแพง ๆ ไปจ้างเขาตั้งเสียงครั้งละเป็นร้อย แต่พอกับถึงบ้านเสียงก็เพี้ยนเหมือนเดิม วันนี้ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าคุณหัดตั้งเสียงเองโดยใช้คอมที่บ้านช่วย โดยในที่นี้จะตั้งตามเสียงสากลในคีย์ Bb ประมาณเสียงกรมประชาฯ โดยใช้หย่องเสริมตรงเสียง ที ตามขั้นตอนดังนี้

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1.ไม้บรรทัด และเครื่องคิดเลข 

2.ไมค์โครโฟนคอม

3.โปรแกรมตั้งเสียง ที่สามารถตั้งเสียงระบบแบบ chromatic ได้ softwareที่ใช้คือ ap tuner สามารถโหลดได้ตามลิ้งค์ข้างล่าง

http://www.4shared.com/file/43321420/958f1ae7/APTunerInstall.html?dirPwdVerified=75302886

โปรแกรมนี้เป็น shareware มียาแก้ไอคือ 027977 หรือถ้าจะซื้อก็ราคา US$35

 

หลังจากติดตั้งโปรแกรมพร้อมเสียบไมค์เข้ากับคอมเสร็จแล้ว ก็เปิดโปรแกรม ap tuner แล้วเอาไมค์ไปจ่อที่ขิมแล้วตีขิมให้เกิดเสียง ถ้าเข็มกระดิกก็แปลว่าใช้ได้ แต่ถ้าเข็มไม่กระดิกก็ต้องไปเซ็ตค่าให้คอมบันทึกเสียงจากไมค์โครโฟนตามนี้

ไปที่contro plannel/ sounds and audio devices/เลือก audioตรงtab ข้างบน /sound recording/volume/ติ๊กเครื่องหมายถูกตรงช่องselectของไมค์โครโฟน แต่ถ้าเข็มยังไม่กระดิกอีกปัญหาน่าจะมาจากเสียบไมค์ผิดช่อง

เมื่อเครื่องมือพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย

ขั้นแรกก็ต้องตั้งหย่อยเสียงทางซ้ายขิมให้ตรงตามสัดส่วนที่ถูกต้องก่อนโดยตำแหน่งของหย่องทางซ้ายที่ถูกต้องจะเป็นตำแหน่งที่แบ่งความยาวของสายขิมจากสะพานพาดสายทางซ้ายมาถึงหย่อง เท่ากับ 2/5 และจากหย่องมาถึงสะพานพาดสายทางขวาเท่ากับ 3/5 พอดีทุกเส้นซึงตำแหน่งนี้เสียงทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาห่างกันเป็นคู่ 5 พอดี เช่น Gกับ FกับC นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมขิมต้องใช้หย่องเสริมตรงเสียงทีกลางเนื่องจาก การแบ่งด้วยระยะนี้จะทำให้ได้ เสียง Bb กับ F ซึ่งเป็นเสียง B สำหรับใช้เล่นเพลงมอญทำให้พอมาเล่นเพลงอย่างนกขมิ้น หรือโหมโรงอัยเรศ เสียงจะฟังเหน่อ ๆ ซึ่งส่วนมากแล้วเวลาตั้งเสียงเพื่อความสะดวกในการเล่นมักจะใช้หย่องเสริมกับเสียง B ตรงกลาง และตั้งเสียง B ทางขวาเป็น Bb เพื่อใช้เล่นเพลง มอญ เพลงสำเนียงเขมรหลายเพลง

สำหรับขั้นตอนการตั้งหย่องทางซ้ายให้มีระยะที่ถูกต้อง เริ่มต้อนด้วยการวัดความห่างระหว่างสะพานพาดสายทางซ้ายและขวาตามแนวเส้นสีแดงทั้งด้านบนและด้านล่างและจดใส่กระดาษพักไว้ สมมติให้ความยาวของเส้นสีแดงด้านบนและเท่ากับ x และ y ตามลำดับ เราจะหาตำแหน่งของจุด A ได้โดยนำความยาวของเส้นสีแดงด้านบน(X)มาคูณกับ 2/5 จะได้ระยะห่างจากปลายเส้นสีแดงทางซ้ายไปถึงจุด A เท่ากับ x*2/5 แล้วเราก็เอาดินสอมา markไว้ที่จุด A ส่วนจุด B ก็หาได้ด้วยวิธีเดียวกันจะได้ระยะจากปลายเส้นสีแดงทางซ้ายมาถึงจุด B เท่ากับ Y*2/5 แล้วก็เอาดินสามา mark ที่จุด B ไว้เช่นเดียวกัน จะได้แนวเส้นสีเขียวซึ่งเป็นแนวเส้นที่ลากเชื่อมระหว่างจุด Aและจุด B จากนั้นเราก็ดูว่าหย่องซ้ายของเราอยู่ในแนวเส้นสีเขียวหรือไม่ถ้าไม่อยู่ในแนวก็ฆ้อนเล็ก ๆ เคาะหย่องให้อยู่ในแนวเส้นเขียว

 

 

 

เมื่อตั้งหย่องซ้ายให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องแล้วก็ลงมือใช้เครื่องตั้งเสียง ตั้งเสียงที่ละเส้นตามรูปข้างล่างได้เลยครับ

โดยใช้มือซ้ายหันด้านปลายไม้มาดีดทีละเส้น ส่วนมือขวาก็ถือกุญแจตั้งเสียงมาเสียบที่หลักขวาโดยถ้าหมุนหลักขิมไปทางขวาเสียงจะสูงขึ้น และถ้าหมุนมาทางซ้ายเสียงจะต่ำลง ส่วนส่วนตาก็เหลือบมองที่จอคอมถ้าเราตั้งเสียงตรงเข็มจะอยู่ตรงกลาง ถ้าเสียงต่ำไปจะอยู่ทางซ้าย และถ้าเสียงสูงไปเข็มจะอยู่ทางขวา แล้วก็ค่อย ๆ หมุนทีละนิดจนเสียงตรงทุกเส้น

หมายเหตุ  * เสียงสากล A=ลา B=ที C=โด D=เร E=มี F=ฟา G=ซอล

*เครืองหมาย# คือสูงขึ้นครึ่งเสียง bคือต่ำลงครึ่งเสียง

*key Bb มีตัวโน้ตที่ติด b 2 ตัวคือเสียง ที กับเสียงมี แต่โปรแกรมที่ใช้มันต้ง ค่าเริ่มต้นโชว์เป็นเสียง # ก็เลยเขียน chart แบบติด #มาให้

*ถ้าไม่มีหย่องเสริมก็ปรับเสียงทีตรงกลางให้สูงขึ้นนิดหน่อยก็พอกล้อมแกล้มไปได้บ้าง

 

 

 

edit @ 7 Apr 2008 22:52:49 by phat

edit @ 7 Apr 2008 22:55:52 by phat

edit @ 10 Apr 2008 00:43:16 by phat