ประเทศส่วนใหญ่การกระจายรายได้จะลักณะรวยกระจุกจนกระจาย คิดคร่าวๆ มีคนจนประมาณ 80% และคนรวยประมาณ 20% ซึ่งเป็นคนครองสินทรัพย์เกือบ 80% ของทั้งประเทศ 

เหตุที่ไม่รวยซักทีก็เป็นดังตาราง
 

คนจน

คนรวย

จุดเริ่มต้น

ครอบครัวไม่ค่อยมีฐานะไม่สามารถส่งลูกเรียนสูงๆได้ โอกาสทำงานที่เงินดีน้อยกว่า

ครอบครัวมีฐานะบ้างส่งลูกเรียนดีๆได้ มีโอกาสได้ทำงานที่เงินดีๆมากกว่า

การสะสมทุน

ได้ค่าแรง หักค่าใช้จ่ายไม่เหลือเงินออม ไม่มีเงินลงทุน

เรียนดีได้ทำงานดีเงินเดือนสูง มีเหลือเก็บลงทุน

การระดมทุน(แหล่งที่มาของเงิน)

เงินกู้ดอกเบี้ยโหด ทุนตัวเองน้อย

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่า เงินตัวเองสูงกว่า

แหล่งที่ใช้ไปของทุน

ระดมทุนได้น้อยทำให้ลงทุนได้แต่กิจการเล็กๆ แข่งลำบาก

ระดมทุนได้มากกว่า แข่งขันดีกว่าจากการประหยัดจากขนาด

ผลตอบแทน

บางที่เจ้ง หรือทำได้กำไรน้อยไม่มีเงินทุนขยายกิจการอยู่ไปวันๆ

กิจการรุ่งเรื่อง ธุรกิจขยายตัวมีการสะสมทุนมากขึ้น

ถ้าเป็นไปตามตารางนี้คนจนก็ยิ่งจน เพราเข้าถึงแหล่งที่ได้ยากและต้นทุนของเงินทุนสูงมากตามตลาดสดจะมีปล่อยกู้รายวันดอกเบี้ย 20% ต่อเดือน ทำธุรกิจเล็กๆ ขายก็ได้ไม่เยอะ สุดท้ายกำไรหักค่าใช้จ่ายก็ไม่เหลืออะไร
 
ส่วนคนรวยก็รวยไปเรื่อยๆ เพราะเข้าถึงแหลงทุนที่มากกว่าและต้นทุนของเงินทุนต่ำกว่า และทุนทำธุรกิจขนาดใหญ่กว่าก็ได้เปรียบกว่า ได้กำไรก็มีการสะสมทุนที่มากขึ้น
ถ้าเราอยู่ในวงจนคนจน เราจะหลุดจากวงจรนี้จากตลาดหุ้นได้อย่างไร
ในโลกของทุนนิยมสิ่งที่ต้อง ทำมี 2 อย่างครับคือ
  1. สะสมทุน
  2. ลงทุน 
ปัญหาคือบางทีค่าแรง หรือธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ หักค่าใช้จ่ายประจำวันแล้วเหลือเงินออมน้อยมาก และด้วยเงินออมที่น้อยก็ไม่สามารถเอาไปลงทุนอะไรที่สร้างผลตอบแทนมากมาย ดังนั้นโจทย์ของคนเงินน้อยก็คือทำอย่าไรให้ "เงินออมที่น้อยนิดของเราทำงานได้มากที่สุด"นั่นเอง
 
ทำไมต้องลงทุนในหุ้น
  1. เป็นการลงทุนที่ใช้เงินน้อย สมัยก่อนเป็นเรื่องของคนรวยเขาเล่นกันเปิดพอร์ทที่ใช้เงินหลายแสน แต่เดี๋ยวนี้เปิดบัญชีไม่มีเงินขั้นต่ำ แถมซื้อน้อยสุดแค่ 100 หุ้น หุ้นบางตัวราคา 1 บาทก็ใช้เงินแค่ 100 เดียว
  2. การซื้อหุ้นเหมือนการซื้อกิจการ เราสามารถใช้เงินน้อยนิดของเราไปซื้อกิจการที่ดีๆ และมีความสามารถแข่งขั้นได้ เงินน้อย เช่นหุ้น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในชีวิตเราอาจไม่มีเงินซื้อสินค้าเขาเพราะแพงสัด แต่เราสามารถซื้อหุ้นบริษัทชั้นเลิศ(เฉพาะข่วงอสังหาเป็นขาขึ้น ถ้าเป็นาขาลงก็ตัวใครตัวมันละคร้าบ)ได้ในราคาเพียงหุ้นละ 2.7 บาท 100 หุ้นก็ใช้เงินเพียง 270 บาทเท่านั้น ในขณะที่เงิน 270 บาทคิดจะเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังไม่พอค่ารถไปเปิดบริษัทเลย
  3. ในตลาดหุ้นทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนจากไหนก็มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันคือ 0 เพราะหลักสูตรการศึกษาของประเทศไทยเน้นสร้างคนเพื่อป้อนตลาดแรงงานเท่านั้น เรื่องการลงทุนหรือการให้เงินทำงานไม่สอน 555
  4. ในตลาดหุ้นคนเงินน้อยได้เปรียบกว่าเพราะลงทุนได้อย่างไม่มีข้อจำกัด บางคนพอร์ทใหญ่ก้ไม่สามารถซื้อหุ้นตัวเล็กๆ ที่ผลตอบแทนดีๆได้ จะซื้อจะขายก็ลำบาก บางทีอยากขายแต่ไม่มีคนรับซื้อก็มี แต่เราเงินน้อยซื้อง่ายขายคล่อง
 
ลงทุนแล้วจะได้ผลตอบแทนชนะตลาดได้อย่างไร
ปัจัยสำคัญที่ทำให้เราสามารถลงทุนชนะชาวบ้านได้มี 3 เรื่องคือ
  1. เงินลงทุน
  2. ผลตอบแทน
  3. ระยะเวลาลงทุน 
ข้อ 1 เรื่องเงินลงทุนเราอาจสู้คนมีสตางค์ไม่ได้เรื่องฐานเงินทุน แต่ ข้อง 2 และ 3 เราสู้ได้ครับ เพราะผลตอบแทนขึ้นกับความรู้ยึ่งร รู้ลึก รู้จริง ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง ความรู้เรื่องการเงินการลงทุนเราสามารถหาศึกษาได้ไม่ยากครับเดี๋ยวนี้มีทั้งหลักสูตรที่ฟรีและไม่ฟรีให้เราเรียน ทั้งของ tsi จากตลาดหลักทรัพย์เองหรือหลักสูตร "สอนเล่นหุ้นให้รวยด้วยปัจจัยพื้นฐานแบบ value investor" ก็สอนดีครับ และสุดท้ายคือเรื่องระยะเวลาการลงทุนถ้าเราเริ่มต้นไวก็สามารถรวยได้ไวกว่าคับ
ลงทุนแบบ VI ช่วยให้รวยยั่งยืนได้อย่างไร
การลงทุนแบบ VI หรือ value investment มีความเชื่อคือ
  • หุ้นทุกตัวมีมูลค่าที่แท้จริงของมันซึ่งขึ้นกับ กระแสเงินสดที่คาดว่าจะมาหาเราในอนาคต
  • ราคาตลาดบางช่วงเวลาไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นตัวนั้น อาจสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงก็ได้
  • ถ้าราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เดี๋ยวราคาหุ้นมันก็ต้อววิ่งขึ้นไปสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเอง 
สรุปก็คือเราซื้อหุ้นที่กำลังจะขึ้นนั่นเอง จะไม่รวยได้อย่างไร ถ้าเราสามารถทำแบบนี้ได้ทุกปีไม่เกิน 10 ปีรับประกันว่าคุณจะหลุดจากวงจรยากจนได้แน่นอน

มีคนถามว่า จะขยายขอบเขตความรู้ : ในด้านรูปแบบธุรกิจเพื่อนำไปวิเคราะห์หุ้น อย่างไรดี?

เพจมุ่งเรียนรู้สู่ความมั่งคั่ง [1] ก็อปปี้คำแนะนำของพี่Tibuxxx : ใจความว่า

"ฟังข่าว อ่านข่าว เข้าสัมนา อ่านหนังสือ แมกกาซีน คอลัมม์ต่างๆ 56-1 รายงานประจำปี
รายงานผลการดำเนินงาน บทวิเคราะห์ของผู้บริหาร รายงานการประชุม เยอะๆคับ
แล้วมาลองดูงบการเงินของบริษัทต่างๆดู

ตีให้ออก ว่า

  • เค้ามียอดขายจากอะไร ต้นทุนของเค้าคืออะไร
  • กำไรเค้ามีมาจิ้นเท่าไหร่ เพราะอะไร และต่อไปจะเป็นยังไง
  • ดูงบดุลขนาดสินทรัพย์ที่ใช้ หมุนเวียนเยอะ หรือน้อย เพราะอะไร
    • ลูกหนี้เยอะไหม ลูกหนี้น้อยเพราะอะไร
    • สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น หรือลดลงเพราะอะไรและต่อไปจะเป็นยังไง
    • เงินสดหมุนเวียนมากน้อย มาจากไหนเงินสดมากน้อย เกิดขึ้นเพราะอะไร
      • เพราะกำไรมาขึ้น ขายของมากขึ้น
      • หรือเพราะลูกหนี้น้อยลง
      • สินค้าคงเหลือน้อยลง เพราะอะไร หรือทำไม ต่อไปจะเป็นอย่างไร
  • ลงทุนเยอะไหม มีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นสัดส่วนที่มาก เพราะอะไร
  • ค่าเสื่อมราคาเยอะ น้อย เพราะอะไร

ไล่ไปเรื่อยๆคับ เก็บสะสมไป ใช้เวลาหน่อย ปี สองปี สามปี ก็จะพอเข้าใจมากขึ้นๆ จนเห็นหุ้นปุ๊ป รู้สตอรี่ปั๊ป แบบไม่ต้องคิดเลย

อึดไว้ก่อนคับ แรกๆไม่รู้เรื่อง ก็ทนๆอ่านไปเรื่อยๆ จะเกิดผลแน่นอน"

การวิเคราะห์คำถามว่าเขาถามเพื่ออะไร

ดูจากคำตอบแล้วการที่จะตอบคำถามของพี่เขาได้ ต้องสามารถโยงข้อมูลเขิงคุณภาพให้เข้ากับข้อมูลเชิงปริมาณในงบการเงินให้ได้

  • คำถามแรกจากในงบกำไรขาดทุนที่ถามว่ายอดขายจากอะไรและต้นทุนจากอะไร ก็ใช้ข้อมูลจาก 56-1 ครับเขาจะบอกสินค้าที่ขาย กระบวนการผลิต วัตถุดิบและการจัดหาวัตถุดิบ อ่านไปก็นึงภาพตามไปและกัน และต่อด้วย
  • และตามมาด้วยการให้ความสนใจในเรื่องสภาพคล่อง โดยเขาให้ความสนใจไปที่ ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ ซึ่งสองตัวนี้ขึ้นกับแต่ละธุรกิจครับ บางธุรกิจปล่อยเครดิตนานก็ลูกหนี้การค้าเยอะหน่อย บางธุรกิจต้องตุนของไว้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเยอะก็ต้องตุนของเยอะ
  • ซึ่งตรงนี้จะไปโยงกับเงินสดหมุนเวียน หรือ CFO ถ้าธุรกิจอัตรากำไรต่ำ และใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง CFO ก็จะติดลบเป็นปกติ
  • แล้วจะถามต่อในงบดุลว่าสินทรัพย์ถาวรมากน้อย ซื้อตัวนี้จะไปโยงกับค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุน
  • สงสัยจะลืมดูเรื่องหนี้เพิ่มให้ละกัน ถ้าหนี้เยอะดอกเบี้ยจ่ายจะเยอะคับ

สรุปว่า ถ้าตอบคำถามพี่เขาได้ก็จะสามารถวิเคราะห์งบการเงินได้เห็นภาพธุรกิจโอเคเลยครับ

https://www.facebook.com/RunToMoney/posts/508048669244462 
 

คุณไม่มีวันรวยจริงถ้ามัวแต่ทำงานให้คนอื่น ถ้าทุกคนเป็นเถ้าแก่กันหมด แล้วเถ้าแก่จะหาแรงงานมาจากไหนละ
jeff haden มีบทความเรื่องคนรวย รวยได้ไง ( how the rich got rich ) มีการสรุปผลสำรวจของสรรพากรสหัรฐประจำปีสอบถามผู้เสียภาษี 400 คน ที่ขอคืนภาษีคืนสูงที่สุด ( กลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่บต่อคนในปี 2009 เท่ากับ 202.4 ล้านดอลลาร์ ) ได้ผลออกมาว่า พวกเขารวยเพราะ

  • 9 % เป็นลูกจ้าง
  • 7% ได้ดอกเบี้ย
  • 13 % ได้เงินปันผล
  • 20 % เป็นเจ้าของกิจการ หรือ ร่วมหุ้นทำกิจการ
  • 46 % ได้กำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์

งานวิจัยระบุว่า 400 คนในงานสำรวจนี้ได้เงินจากกำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อคนถึง 92.6 ล้านดอลลาร์คิดเป็น 16% ของ capital gain ที่ผู้เสียภาษีทั้งสหรัฐได้รับเลยทีเดียว jeff Haden จึงสรุปได้ว่า

  1. การเป็นลูกจ้างอย่างเดียวไม่มีวันรวย
  2. การลงทุนโดยไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย ไม่มีวันรวย
  3. การลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่อย่างเดียว ก็ไม่ทำให้รวย
  4. การเป็นเถ้าแก่ ไม่ว่าจะบริษัทเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว หรือเป็นหุ้นส่วน ทำให้รวยจริงๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ สรุปได้ว่า เราไม่มีวันรวย หากเราไม่กล้าเสี่ยง และไม่มีทางรวยจริงๆ ถ้ามัวแต่ทำงานให้คนอื่นนอก จากการทำงานให้ตัวเราเอง ยังไม่ต้องรีบร้อนไปลาออกจากงาน แล้วถ้าไปเป็นเถ้าแก่กันหมด เถ้าแก่ก็ไม่มีแรงงานสิ เพราะยังไม่ถึง 46 % อันเป็นสัดส่วนสูงสุดที่รวยเพราะได้กำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์
หมายความว่าเป็นลูกจ้างเขาก็ลงทุนได้ใช่ไหม ใช่หากกล้ารับรับความเสี่ยงในการลงทุน เป็นลูกจ้างเขา ถ้าเอาแต่ฝากเงินอย่างเดียว หรือมัว แต่ลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ ไม่รวยแน่ๆ และอาจจะไม่พอใช้ในบั้นปลายชีวิตเสียด้วยซ้ำ ทำไมล่ะ ก็เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับมันจะถูกเงินเฟ้อกินไปหมดนะสิ

jim Cramer เจ้าของและผู้จัดทำรายการ mad money ช่อง cnbc บอกว่า หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนอื่นๆทุกชนิด ( อย่ากลัวความเสี่ยงจนไม่กล้าลงทุนระยะยาวในหุ้น ) และมีหุ้นเป็นพันๆตัวในตลาดที่ทำให้เรารวยได้และไม่เกี่ยวกับงานที่เราทำ ( ทำงานอย่างเดียวโดยไม่ลงทุน ไม่รวย )
แต่มันก็ยากที่จะรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะทำกำไรให้เรานะ ใช่ ไม่งั้น charlie munger มือขวาของคุณ ปู่ warren buffet คงไม่บอกหรอกว่า ถ้าการลงทุนมันไม่ยากสักหน่อย ใครก็รวยแล้วสิ